02 มกราคม 2569

การเชิญพระมหาโพธิ จากชมพูทวีป ไปยังลังกาทวีป

(รายละเอียด ดูจากตารางได้เลย ละเอียดสุดๆ)
 


  
ณ วันหนึ่งในปีพุทธศักราช ๒๓๖ พระมหินทร์ได้บอกพระเถรีน้องสาว คือ พระสังฆมิตตาเถรี ให้ไปบอกพ่อ "พระเจ้าอโสก" ว่าให้น้องสาวไปเกาะลังกา แต่พ่อก็สังห้ามไว้ แต่พระเถรียังจะยืนยันในถ้อยคำของพระพี่ชาย ว่าจะต้องไปให้ได้
 
ในที่สุดพระเจ้า่อโสก ก็ต้องให้พระเถรี พระราชธิดา เดินทางไปเกาะลังกา แต่มีข้อแม้ว่า ต้องเอาต้นพระมหาโพธิ์ไปด้วยนะ พระสังฆมิตตาเถรีจึงรับปากพ่อ
สองคนพ่อลูกจึงพากันไปอัญเชิญต้นพระมหาโพธิ์จากโพธิมณฑล มาไว้ที่กรุงปาฏลีบุตร พักไว้ที่ใต้ต้นไทรก่อน
 
เสร็จแล้วก็ตกลงกันเป็นที่เรียบร้อย พระเจ้าอโสกก็บอกพระเถรีลูกสาวว่า เจ้าเอาต้นโพธิ์นี้ แห่ไปทางน้ำนะ ชาวบ้านชาวช่องริมฝั่งคงคาทั้งสองฝั่งจะได้เห็นและจะได้สักการะบูชา เป็นบุญของประชาชนของเรา
ส่วนพ่อจะเดินทางไปทางบก พ่อจะได้เตรียมราชสมบัติไป เพื่อจะเอาไปบูชาพระมหาโพธิ์ ก่อนที่จะส่งไปให้ลังกาเค้า
 
สองคนพ่อลูกตกลงกันเสร็จแล้วเริ่มเดินทาง พระสังฆมิตตาเถรีเดินทางไปทางน้ำล่องไปตามคงคา แบบค่อยๆ แห่ไปเพื่อให้คนสองฝั่งได้บูชา ส่วนพ่อคือ พระเจ้าอโสกเดินทางไปทางบก สองคนพ่อลูกใช้เวลา ๗ วันเท่ากัน ในที่สุดก็ไปถึงชายฝั่งทะเลของชมพูทวีป คือ ท่าตามพลิตตี พร้อมๆ กัน
 
เมื่อต้นพระมหาโพธิ์ได้มาถึงชายฝั่งทะเลเรียบร้อยแล้ว พระเจ้าอโสกก็นำเครื่องราชสมบัติ มาตั้งปรัมพิธี บูชาพระมหาโพธิ์ ริมฝั่งทะเล อย่างอลังการ ณ ท่าตามพลิตตี เป็นเวลา ๗ วัน
เมื่อครบ ๗ วันแล้ว บอกลูกสาวว่า วันนี้ให้เจ้าเอาพระมหาโพธิ์ อันเชิญไปลังกา นำไปส่งพระเจ้าเทวานัมปิยดิศนะ ท่านรออยู่ตรงท่าน้ำของลังกา ที่ชื่อว่า ท่าชมพูโกลละ
 
เมื่อเสร็จพิธี และต้นมหาโพธิ์ถูกอัญเชิญขึ้นเรือ เรือแล่นไปได้พักเดียว ยังไม่ทันข้ามวันเลย พญานาคเห็นก็แผลงฤทธิ์ ทำให้เกิดคลื่นทะเล เพื่อจะแย่งต้นพระมหาโพธิ์ไป แต่หารู้ไม่ พระเถรีผู้มีอภิญญา ได้ใช้อภิญญาปราบนาคจนยอมสยบ
 
ในที่สุดพญานาคได้ขอพระเถรี นำต้นพระมหาโพธิ์นี้ไปบูชา ที่เมืองบาดาลสัก ๗ วันได้ไหม พระเถรีได้ตอบรับคำขอ และรออยู่บนเรือเป็นเวลา ๗ วัน จนพญานาคเอาต้นพระมหาโพธิ์กลับมาคืน
ในวันเดียวกันนั้น พอพญานาคได้นำต้นพระมหาโพธิ์กลับคืนขึ้นเรือ เรือก็ได้เดินทางไปเกาะลังกา ถึงภายในวันนั้นเลย ขณะที่พระเจ้าเทวานัมปิยดิศกษัตริย์ของลังกา รออยู่ด้วยใจจดจ่อ
 
เมื่อเรือของพระมหาโพธิ์มาถึงฝั่ง พระเจ้าเทวานัมปิยดิศก็ได้จัดขบวนต้อนรับอยู่แล้ว ได้นำราชสมบัติมาบูชาอย่างอลังการ ณ ท่าชมพูโกละนั้น เป็นเวลา ๓ วัน ก่อนที่จะแห่พระมหาโพธิ์ไจากท่าน้ำเข้าไปกรุงอนุราธ เมืองหลวงของลังกา
 

 
สรุปคือ พอขึ้นเรือจากท่าน้ำของชมพูทวีป ล่องไปสักพัก ก็ถึงท่าน้ำของลังกาทวีป ภายในวันเดียวกันได้ (จากแผนที่อินเดีย VS ศรีลังกา ปัจจุบัน ความเป็นไปได้ของการเดินทางนี้ไม่มีเลย)
 
 
ในข้อสันนิษฐานของกลุ่มเรา ลังกาทวีป ปัจจุบันตั้งอยู่กินเนื้อที่บริเวณ ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา 
 
 
 
ท่าน้ำริมฝั่งทะเลฝั่งชมพูทวีป ชื่อ ท่าตามพลิตตี
ท่าน้ำริมฝั่งทะเลฝั่งลังกาทวีป ชื่อ ท่าชมพูโกละ
 

16 สิงหาคม 2568

พระเจ้าอโสก สึกพระเดียรถีย์อลัชชีไปจำนวน ๖๐,๐๐๐ รูป


พระเจ้าอโสก คือ พระราชโอรสของพระเจ้าวินทุสารราช และ พระศิริธรรมาราชมเหษี
ประสูติเมื่อพ.ศ.๑๘๔ มีพระอนุชาร่วมมารดาเดียวกันคือ พระดิส (ติสสะ)
.
พระเจ้าวินทุสารมีพระราชโอรสกับนางสนมอื่นๆ อีก รวม ๑๐๑ พระองค์
เมื่อพระเจ้าวินทุสารทราบว่าพระองค์ใกล้เสด็จทิวงคต จึงสั่งให้หาพระราชอรรคราโชรสมายังสำนักพระองค์ เพื่อให้ครองเมืองปาฏลิบุตรต่อไป พระเจ้าอโสกขึ้นครองราชย์ ณ เมืองปาฎลีบุตร เมื่อพ.ศ.๒๑๔ (ราชาภิเษก พ.ศ.๒๑๘) และแต่งตั้งพระดิสราชอนุชาเป็นมหาอุปราช (พระเจ้าอโสกมีพระราชโอรส คือ พระมหินทร์ และพระราชธิดา คือ พระสังฆมิตตา จากนางเวทิสา ลูกสาวเศรษฐีเมืองอุชเชนี)
.
พระสุมนาราชกุมารพระราชโอรสองค์โตของพระเจ้าวินทุสาร ที่เกิดจากนางสนม (พระสุมนราชกุมารนี้คือ พระบิดาของพระนิโครธสามเณรที่พระเจ้าอโสกศรัทธามาก) ไม่พอใจจึงชวนเหล่าพระอนุชาที่เหลือ อีก ๙๘ พระองค์ ทำสงครามแย่งราชบัลลังก์ ในที่สุดก็แพ้กองทัพของพระเจ้าอโสก และพระอนุชาทรราชถูกฆ่าเสียหมด
.
สมัยพระเจ้าวินทุสารครองราชย์ พระเจ้าวินทุสารพระราชบิดาของพระเจ้าอโสก ได้อุปถัมภ์พราหมณ์นอกพระศาสนาไว้ ๖๐,๐๐๐ คน เมื่อพระราชบิดาสวรรคตไปแล้ว พระเจ้าอโสกได้นับถือและให้บริโภคอาหารแก่พราหมณ์ต่อมา อยู่มาวันหนึ่งพระเจ้าอโสกได้ทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์ลัทธิต่างๆ อันปราศจากคุณและระงับอินทรีย์ และไม่สามารถให้พราหมณ์เหล่านั้นเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาได้
.
พระเจ้าอโสกได้พระพฤติตามพระราชบิดาคือ ให้พราหมณ์ทั้งหกหมื่นบริโภคมาถึง ๓ ปี วันหนึ่งทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์ผู้นอกพระศาสนาประพฤติอาจารบริโภคโภชนาหารมีอินทรีย์มิได้สงบระงับ จึงคิดว่าทานที่ท่านพระราชทานทรัพย์นับแสนควรจะให้แก่ผู้ควรบูชาในอนาคต พระองค์จึงเลิกพระราชทานทรัพย์แก่พราหมณ์หกหมื่นนั้น จึงตรัสให้พราหมณ์เหล่านั้นไปยังวัศนถานที่อยู่แห่งตน
.
ในเวลาเดียวกันพระเจ้าอโสกได้พบสามเณรรูปหนึ่ง คือ พระนิโครธสามเณร (หลานชายที่เกิดจากพระอนุชาต่างพระมารดา) พระเจ้าอโสกได้ศรัทธาพระนิโครธสามเณรมาก และให้ทานแก่พระสงฆ์และพระนิโครธมาตลอด นอกจากนี้พระองค์ต้องการสืบทอดพระศาสนา จึงทำการผนวช พระราชโอรส (พระมหินทร์) พระราชธิดา (พระสังฆมิตตาเถรี) พระราชนัดดา (พระสุมนสามเณร) พระอัคคีพล (พ่อของพระสุมนสามเณรพระสวามีพระสังฆมิตตา) เมื่อพ.ศ.๒๒๒
.
ก่อนที่จะทำการสังคายนาพระไตรปิฎก พระเจ้าอโสกจึงให้ไปนิมนต์พระสงฆ์มาทั้งชมพูทวีป มาที่อโสการามภายใน ๗ วัน และเมื่อครบ ๗ วันพระเจ้าอโสกก็เสด็จพระราชดำเนินไปสู่อโสการามประชุมสงฆ์พร้อมกันทั้งสิ้น สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินก็นั่งภายในม่านในที่ควรด้วยพระโมคคลีบุตรดิศเถร แล้วเรียกภิกษุเหล่าถือลัทธิเดียวกันเป็นหมู่หนึ่ง ให้เข้ามาใกล้แล้วถามถึงเหตุว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า สมเด็จพระสุคตสัพพัญญูเจ้านี้ตรัสสั่งสอนไว้เป็นถ้อยคำดังฤๅ หมู่มิจฉาทิษฐิทั้งหลายก็ถวายพระพรตามซึ่งทฤษฎีแห่งตน มิได้เป็นคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระเจ้าอโสกทราบพระทัยว่าเป็นมิจฉาทิษฐิ แล้วก็ให้สึกเสียจากพระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์สึกเดียรถีออกเสียจากพระศาสนาถึงหกสิบพัน (๖๐,๐๐๐ รูป)
.
เมื่อพระเจ้าอโสกทรงชำระพระสงฆ์ให้บริสุทธิ์จากมลทินมิจฉาทิษฐิแล้ว ก็ตรัสกับพระโมคคลีบุตรดิสเถรว่า "ขออาราธนาพระสงฆ์กระทำพระอุโบสถกรรมเถิด"
.
แล้วก็ตรัสสั่งให้ราชบุรุษให้ระวังรักษามิจฉาทิษฐิ มิให้ปลอมบวชทำลายพระพุทธศาสนาได้
.
ครั้งนั้นพระโมคคลีบุตรดิศเถรก็เลือสรรพระสงฆ์ได้พันหนึ่ง เพื่อกระทำสัทธรรมสังคายนานั้้น และได้ทำการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๓ เมื่อพ.ศ.๒๓๕ ณ กรุงปาฎลีบุตร
มีพระเจ้าธรรมาโสกราช (พระเจ้าอโสก) เป็นอาณาจักร
พระโมคคลีบุตรดิสเถรเจ้า เป็นธรรมจักร
ประกอบเข้าด้วกัน ๙ เดือนจึงสำเร็จ
.
.
.

ประกาศ วันจันทร์ที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๘ ตั้งแต่นี้ไปพระศาสนาจักรุ่งเรืองตามพุทธทำนาย

 

ดาวหางเขียวในหนังสือพระมหาชนก วันจันทร์ที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๘

อาจเป็นรูปภาพของ ข้อความ 

รูปภาพจากหนังสือ "พระมหาชนก" หน้า ๑๖ และ ๑๗

ขออนุญาตนำภาพของหนังสือพระมหาชนก มาบรรยายอีกหน
เพราะคราวนี้ ดาวหาง (ดาวตก) สีเขียวชัดเจนมากเหมือนในรูป ที่พวกเรามองจากจอคอมพิวเตอร์ เมื่อเทียงคืนวันที่ ๓ (รุ่งเช้าวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๘) ซึ่งดาวสีเขียวนี้ น่าจะเป็นตัว indicator คือ ถ้าเห็นดาวเขียวนี้ คือ น่าจะมีเหตุการณ์ดังรูปที่บรรยายไว้
อีกทั้งดาวหางนี้ปรากฎ ตรงกับพุทธทำนายว่า "เมื่อตถาคตปรินิพพานไปแล้ว ๒๕๖๗ ปี ๒ เดือน ๒๕ วัน ศาสนาจักรุ่งเรือง" ตรงกับวันจันทร์ที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๗๘ มันอาจมีความเชื่อมโยงกันก็เป็นได้ ศาสนาจักรุ่งเรืองสิ่งที่ไม่ดีของพระศาสนาจะค่อยๆ ปรากฎและถูกกำจัดไป และคาดว่า นี่คือ การเข้ายุคชาววิไล (จะรวบรวมคำทำนายของครูบาอาจารย์ให้ภายหลัง ว่าถ้าเราเข้ายุคศิวิไลซ์ จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง แต่ต้องมีการล้างสิ่งที่ไม่ดีออกก่อน แล้วจะเหลือแค่ 1 ร่มโพธิ์ จาก 3 ร่มโพธิ์ ตรงนี้ไม่แน่ใจว่าคืออะไรเหมือนกัน อาจมีสงคราม คนตายไป 2 ร่มโพธิ์หรือไม่ก็ไม่อาจทราบได้)
ในรูปมีหลายส่วนที่น่าสนใจ รูปมีความหมายในตัวเองอยู่แล้ว มีส่วนประกอบต่าง ๆ หลายส่วน ได้แก่
- ในศาลาที่ถูกไฟไหม้ มีจอคอมพิวเตอร์จอแบน ที่แสดงถึงดาวหางสีเขียว
- เหตุการณ์ในภาพคล้ายกับความชุลมุนวุ่นวาย เหตุการณ์นี้เหมือนจะบ่งบอกว่า เกิดเหตุในขณะที่มีปรากฏการณ์ดาวหางสีเขียวปรากฏ
- ศาลาที่ถูกไฟไหม้ มีคนที่มีผ้าคาดหัวนอนเฝ้าดูจอคอมพิวเตอร์ที่มีดาวหางปรากฎอยู่
- ดาวหางดวงนี้ ไม่ทราบได้ว่าเป็นดาวหางดวงไหน แต่ปัจจุบันมีดาวหาง (ดาวตก) สีเขียวปรากฎชัดเจน ประมาณเที่ยงคืน ในรุ่งเช้าของวันจันทร์ที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๘
- เหตุการณ์ในภาพเหมือนการรบราฆ่าฟันกัน โดยมีอาวุธต่าง ๆ คือ ดาบ หอก ปืน ธนู ไฟ เชือก โดรน?? เข็มทิศชี้ไปที่แผนที่ ม้าโทรจัน ฯลฯ
- เหตุการณ์ในภาพถึงแม้จะมีการชุลมุน ไม่รู้ใครเป็นใคร แยกกันไม่ออกเพราะราวกับว่ามีหน้าตาเหมือนกัน และการแต่งตัวคล้ายกัน แต่พอจะแยกได้สองฝ่าย คือ ฝ่ายที่มีผ้าโพกหัว และฝ่ายที่ไม่มีผ้าโพกหัว
- ฝ่ายที่มีผ้าโพกหัว ราวกับมีกองทัพ มีแม่ทัพขี่ม้าสีดำ ใช้หอกเป็นอาวุธ เดินทางมาจากในป่าทางทิศตะวันตก
- ฝ่ายไม่มีผ้าโพกหัว ราวกับเป็นฝ่ายตั้งรับ
- เจ้าหน้าที่ทหารแต่งเครื่องแบบ อยู่ในการชุลมุนครั้งนี้
- มีทหารต่างชาติแฝงอยู่
- ชาวบ้านอุ้มเด็ก มีคนถูกจับเอาเชือกมัดไพล่หลัง
- รองเท้าแตะที่มีสีเหลืองข้าง แดงข้า
- ทหารกำลังรักษากำแพงเมืองไว้
- บนหอคอยมีผู้เฝ้ามองเหตุการณ์นี้อยู่
- บนกำแพงเมืองส่วนมากเป็นฝ่ายที่ไม่โพกหัว แต่มีคนที่โพกหัวอยู่ด้วย
- มีการยิงธนูไฟ และมีเหตุการณ์ไฟไหม้
- ฝ่ายมีผ้าโพกหัวพยายามปีนบันไดขึ้นไปบนกำแพงเมือง แต่โดนฝ่ายที่ไม่มีผ้าโพกหัวโยนเอากระถางที่จุดไฟลงมาตรงบันได ถึงแม้จะมีคนของฝ่ายไม่โพกหัวเพลี่ยงพล้ำตกลงมาหนึ่งคน
- ฝ่ายมีผ้าโพกหัวคนหนึ่งที่อยู่บนกำแพงเมือง พยายามผลักบันไดที่พาดกำแพงเมืองลง เพื่อไม่ให้ฝ่ายขึ้นไปได้ ราวกับว่าผู้ที่โพกหัวคนนี้เป็นไส้ศึกให้กับพวกตนเอง
ในภาพมีรายละเอียดอีกมากที่อาจจะไม่ได้กล่าวไว้ณ ที่นี้