16 สิงหาคม 2568

พระเจ้าอโสก สึกพระเดียรถีย์อลัชชีไปจำนวน ๖๐,๐๐๐ รูป


พระเจ้าอโสก คือ พระราชโอรสของพระเจ้าวินทุสารราช และ พระศิริธรรมาราชมเหษี
ประสูติเมื่อพ.ศ.๑๘๔ มีพระอนุชาร่วมมารดาเดียวกันคือ พระดิส (ติสสะ)
.
พระเจ้าวินทุสารมีพระราชโอรสกับนางสนมอื่นๆ อีก รวม ๑๐๑ พระองค์
เมื่อพระเจ้าวินทุสารทราบว่าพระองค์ใกล้เสด็จทิวงคต จึงสั่งให้หาพระราชอรรคราโชรสมายังสำนักพระองค์ เพื่อให้ครองเมืองปาฏลิบุตรต่อไป พระเจ้าอโสกขึ้นครองราชย์ ณ เมืองปาฎลีบุตร เมื่อพ.ศ.๒๑๔ (ราชาภิเษก พ.ศ.๒๑๘) และแต่งตั้งพระดิสราชอนุชาเป็นมหาอุปราช (พระเจ้าอโสกมีพระราชโอรส คือ พระมหินทร์ และพระราชธิดา คือ พระสังฆมิตตา จากนางเวทิสา ลูกสาวเศรษฐีเมืองอุชเชนี)
.
พระสุมนาราชกุมารพระราชโอรสองค์โตของพระเจ้าวินทุสาร ที่เกิดจากนางสนม (พระสุมนราชกุมารนี้คือ พระบิดาของพระนิโครธสามเณรที่พระเจ้าอโสกศรัทธามาก) ไม่พอใจจึงชวนเหล่าพระอนุชาที่เหลือ อีก ๙๘ พระองค์ ทำสงครามแย่งราชบัลลังก์ ในที่สุดก็แพ้กองทัพของพระเจ้าอโสก และพระอนุชาทรราชถูกฆ่าเสียหมด
.
สมัยพระเจ้าวินทุสารครองราชย์ พระเจ้าวินทุสารพระราชบิดาของพระเจ้าอโสก ได้อุปถัมภ์พราหมณ์นอกพระศาสนาไว้ ๖๐,๐๐๐ คน เมื่อพระราชบิดาสวรรคตไปแล้ว พระเจ้าอโสกได้นับถือและให้บริโภคอาหารแก่พราหมณ์ต่อมา อยู่มาวันหนึ่งพระเจ้าอโสกได้ทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์ลัทธิต่างๆ อันปราศจากคุณและระงับอินทรีย์ และไม่สามารถให้พราหมณ์เหล่านั้นเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาได้
.
พระเจ้าอโสกได้พระพฤติตามพระราชบิดาคือ ให้พราหมณ์ทั้งหกหมื่นบริโภคมาถึง ๓ ปี วันหนึ่งทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์ผู้นอกพระศาสนาประพฤติอาจารบริโภคโภชนาหารมีอินทรีย์มิได้สงบระงับ จึงคิดว่าทานที่ท่านพระราชทานทรัพย์นับแสนควรจะให้แก่ผู้ควรบูชาในอนาคต พระองค์จึงเลิกพระราชทานทรัพย์แก่พราหมณ์หกหมื่นนั้น จึงตรัสให้พราหมณ์เหล่านั้นไปยังวัศนถานที่อยู่แห่งตน
.
ในเวลาเดียวกันพระเจ้าอโสกได้พบสามเณรรูปหนึ่ง คือ พระนิโครธสามเณร (หลานชายที่เกิดจากพระอนุชาต่างพระมารดา) พระเจ้าอโสกได้ศรัทธาพระนิโครธสามเณรมาก และให้ทานแก่พระสงฆ์และพระนิโครธมาตลอด นอกจากนี้พระองค์ต้องการสืบทอดพระศาสนา จึงทำการผนวช พระราชโอรส (พระมหินทร์) พระราชธิดา (พระสังฆมิตตาเถรี) พระราชนัดดา (พระสุมนสามเณร) พระอัคคีพล (พ่อของพระสุมนสามเณรพระสวามีพระสังฆมิตตา) เมื่อพ.ศ.๒๒๒
.
ก่อนที่จะทำการสังคายนาพระไตรปิฎก พระเจ้าอโสกจึงให้ไปนิมนต์พระสงฆ์มาทั้งชมพูทวีป มาที่อโสการามภายใน ๗ วัน และเมื่อครบ ๗ วันพระเจ้าอโสกก็เสด็จพระราชดำเนินไปสู่อโสการามประชุมสงฆ์พร้อมกันทั้งสิ้น สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินก็นั่งภายในม่านในที่ควรด้วยพระโมคคลีบุตรดิศเถร แล้วเรียกภิกษุเหล่าถือลัทธิเดียวกันเป็นหมู่หนึ่ง ให้เข้ามาใกล้แล้วถามถึงเหตุว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า สมเด็จพระสุคตสัพพัญญูเจ้านี้ตรัสสั่งสอนไว้เป็นถ้อยคำดังฤๅ หมู่มิจฉาทิษฐิทั้งหลายก็ถวายพระพรตามซึ่งทฤษฎีแห่งตน มิได้เป็นคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระเจ้าอโสกทราบพระทัยว่าเป็นมิจฉาทิษฐิ แล้วก็ให้สึกเสียจากพระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์สึกเดียรถีออกเสียจากพระศาสนาถึงหกสิบพัน (๖๐,๐๐๐ รูป)
.
เมื่อพระเจ้าอโสกทรงชำระพระสงฆ์ให้บริสุทธิ์จากมลทินมิจฉาทิษฐิแล้ว ก็ตรัสกับพระโมคคลีบุตรดิสเถรว่า "ขออาราธนาพระสงฆ์กระทำพระอุโบสถกรรมเถิด"
.
แล้วก็ตรัสสั่งให้ราชบุรุษให้ระวังรักษามิจฉาทิษฐิ มิให้ปลอมบวชทำลายพระพุทธศาสนาได้
.
ครั้งนั้นพระโมคคลีบุตรดิศเถรก็เลือสรรพระสงฆ์ได้พันหนึ่ง เพื่อกระทำสัทธรรมสังคายนานั้้น และได้ทำการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๓ เมื่อพ.ศ.๒๓๕ ณ กรุงปาฎลีบุตร
มีพระเจ้าธรรมาโสกราช (พระเจ้าอโสก) เป็นอาณาจักร
พระโมคคลีบุตรดิสเถรเจ้า เป็นธรรมจักร
ประกอบเข้าด้วกัน ๙ เดือนจึงสำเร็จ
.
.
.

ประกาศ วันจันทร์ที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๘ ตั้งแต่นี้ไปพระศาสนาจักรุ่งเรืองตามพุทธทำนาย

 

ดาวหางเขียวในหนังสือพระมหาชนก วันจันทร์ที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๘

อาจเป็นรูปภาพของ ข้อความ 

รูปภาพจากหนังสือ "พระมหาชนก" หน้า ๑๖ และ ๑๗

ขออนุญาตนำภาพของหนังสือพระมหาชนก มาบรรยายอีกหน
เพราะคราวนี้ ดาวหาง (ดาวตก) สีเขียวชัดเจนมากเหมือนในรูป ที่พวกเรามองจากจอคอมพิวเตอร์ เมื่อเทียงคืนวันที่ ๓ (รุ่งเช้าวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๘) ซึ่งดาวสีเขียวนี้ น่าจะเป็นตัว indicator คือ ถ้าเห็นดาวเขียวนี้ คือ น่าจะมีเหตุการณ์ดังรูปที่บรรยายไว้
อีกทั้งดาวหางนี้ปรากฎ ตรงกับพุทธทำนายว่า "เมื่อตถาคตปรินิพพานไปแล้ว ๒๕๖๗ ปี ๒ เดือน ๒๕ วัน ศาสนาจักรุ่งเรือง" ตรงกับวันจันทร์ที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๗๘ มันอาจมีความเชื่อมโยงกันก็เป็นได้ ศาสนาจักรุ่งเรืองสิ่งที่ไม่ดีของพระศาสนาจะค่อยๆ ปรากฎและถูกกำจัดไป และคาดว่า นี่คือ การเข้ายุคชาววิไล (จะรวบรวมคำทำนายของครูบาอาจารย์ให้ภายหลัง ว่าถ้าเราเข้ายุคศิวิไลซ์ จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง แต่ต้องมีการล้างสิ่งที่ไม่ดีออกก่อน แล้วจะเหลือแค่ 1 ร่มโพธิ์ จาก 3 ร่มโพธิ์ ตรงนี้ไม่แน่ใจว่าคืออะไรเหมือนกัน อาจมีสงคราม คนตายไป 2 ร่มโพธิ์หรือไม่ก็ไม่อาจทราบได้)
ในรูปมีหลายส่วนที่น่าสนใจ รูปมีความหมายในตัวเองอยู่แล้ว มีส่วนประกอบต่าง ๆ หลายส่วน ได้แก่
- ในศาลาที่ถูกไฟไหม้ มีจอคอมพิวเตอร์จอแบน ที่แสดงถึงดาวหางสีเขียว
- เหตุการณ์ในภาพคล้ายกับความชุลมุนวุ่นวาย เหตุการณ์นี้เหมือนจะบ่งบอกว่า เกิดเหตุในขณะที่มีปรากฏการณ์ดาวหางสีเขียวปรากฏ
- ศาลาที่ถูกไฟไหม้ มีคนที่มีผ้าคาดหัวนอนเฝ้าดูจอคอมพิวเตอร์ที่มีดาวหางปรากฎอยู่
- ดาวหางดวงนี้ ไม่ทราบได้ว่าเป็นดาวหางดวงไหน แต่ปัจจุบันมีดาวหาง (ดาวตก) สีเขียวปรากฎชัดเจน ประมาณเที่ยงคืน ในรุ่งเช้าของวันจันทร์ที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๘
- เหตุการณ์ในภาพเหมือนการรบราฆ่าฟันกัน โดยมีอาวุธต่าง ๆ คือ ดาบ หอก ปืน ธนู ไฟ เชือก โดรน?? เข็มทิศชี้ไปที่แผนที่ ม้าโทรจัน ฯลฯ
- เหตุการณ์ในภาพถึงแม้จะมีการชุลมุน ไม่รู้ใครเป็นใคร แยกกันไม่ออกเพราะราวกับว่ามีหน้าตาเหมือนกัน และการแต่งตัวคล้ายกัน แต่พอจะแยกได้สองฝ่าย คือ ฝ่ายที่มีผ้าโพกหัว และฝ่ายที่ไม่มีผ้าโพกหัว
- ฝ่ายที่มีผ้าโพกหัว ราวกับมีกองทัพ มีแม่ทัพขี่ม้าสีดำ ใช้หอกเป็นอาวุธ เดินทางมาจากในป่าทางทิศตะวันตก
- ฝ่ายไม่มีผ้าโพกหัว ราวกับเป็นฝ่ายตั้งรับ
- เจ้าหน้าที่ทหารแต่งเครื่องแบบ อยู่ในการชุลมุนครั้งนี้
- มีทหารต่างชาติแฝงอยู่
- ชาวบ้านอุ้มเด็ก มีคนถูกจับเอาเชือกมัดไพล่หลัง
- รองเท้าแตะที่มีสีเหลืองข้าง แดงข้า
- ทหารกำลังรักษากำแพงเมืองไว้
- บนหอคอยมีผู้เฝ้ามองเหตุการณ์นี้อยู่
- บนกำแพงเมืองส่วนมากเป็นฝ่ายที่ไม่โพกหัว แต่มีคนที่โพกหัวอยู่ด้วย
- มีการยิงธนูไฟ และมีเหตุการณ์ไฟไหม้
- ฝ่ายมีผ้าโพกหัวพยายามปีนบันไดขึ้นไปบนกำแพงเมือง แต่โดนฝ่ายที่ไม่มีผ้าโพกหัวโยนเอากระถางที่จุดไฟลงมาตรงบันได ถึงแม้จะมีคนของฝ่ายไม่โพกหัวเพลี่ยงพล้ำตกลงมาหนึ่งคน
- ฝ่ายมีผ้าโพกหัวคนหนึ่งที่อยู่บนกำแพงเมือง พยายามผลักบันไดที่พาดกำแพงเมืองลง เพื่อไม่ให้ฝ่ายขึ้นไปได้ ราวกับว่าผู้ที่โพกหัวคนนี้เป็นไส้ศึกให้กับพวกตนเอง
ในภาพมีรายละเอียดอีกมากที่อาจจะไม่ได้กล่าวไว้ณ ที่นี้