16 สิงหาคม 2568

พระเจ้าอโสก สึกพระเดียรถีย์อลัชชีไปจำนวน ๖๐,๐๐๐ รูป


พระเจ้าอโสก คือ พระราชโอรสของพระเจ้าวินทุสารราช และ พระศิริธรรมาราชมเหษี
ประสูติเมื่อพ.ศ.๑๘๔ มีพระอนุชาร่วมมารดาเดียวกันคือ พระดิส (ติสสะ)
.
พระเจ้าวินทุสารมีพระราชโอรสกับนางสนมอื่นๆ อีก รวม ๑๐๑ พระองค์
เมื่อพระเจ้าวินทุสารทราบว่าพระองค์ใกล้เสด็จทิวงคต จึงสั่งให้หาพระราชอรรคราโชรสมายังสำนักพระองค์ เพื่อให้ครองเมืองปาฏลิบุตรต่อไป พระเจ้าอโสกขึ้นครองราชย์ ณ เมืองปาฎลีบุตร เมื่อพ.ศ.๒๑๔ (ราชาภิเษก พ.ศ.๒๑๘) และแต่งตั้งพระดิสราชอนุชาเป็นมหาอุปราช (พระเจ้าอโสกมีพระราชโอรส คือ พระมหินทร์ และพระราชธิดา คือ พระสังฆมิตตา จากนางเวทิสา ลูกสาวเศรษฐีเมืองอุชเชนี)
.
พระสุมนาราชกุมารพระราชโอรสองค์โตของพระเจ้าวินทุสาร ที่เกิดจากนางสนม (พระสุมนราชกุมารนี้คือ พระบิดาของพระนิโครธสามเณรที่พระเจ้าอโสกศรัทธามาก) ไม่พอใจจึงชวนเหล่าพระอนุชาที่เหลือ อีก ๙๘ พระองค์ ทำสงครามแย่งราชบัลลังก์ ในที่สุดก็แพ้กองทัพของพระเจ้าอโสก และพระอนุชาทรราชถูกฆ่าเสียหมด
.
สมัยพระเจ้าวินทุสารครองราชย์ พระเจ้าวินทุสารพระราชบิดาของพระเจ้าอโสก ได้อุปถัมภ์พราหมณ์นอกพระศาสนาไว้ ๖๐,๐๐๐ คน เมื่อพระราชบิดาสวรรคตไปแล้ว พระเจ้าอโสกได้นับถือและให้บริโภคอาหารแก่พราหมณ์ต่อมา อยู่มาวันหนึ่งพระเจ้าอโสกได้ทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์ลัทธิต่างๆ อันปราศจากคุณและระงับอินทรีย์ และไม่สามารถให้พราหมณ์เหล่านั้นเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาได้
.
พระเจ้าอโสกได้พระพฤติตามพระราชบิดาคือ ให้พราหมณ์ทั้งหกหมื่นบริโภคมาถึง ๓ ปี วันหนึ่งทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์ผู้นอกพระศาสนาประพฤติอาจารบริโภคโภชนาหารมีอินทรีย์มิได้สงบระงับ จึงคิดว่าทานที่ท่านพระราชทานทรัพย์นับแสนควรจะให้แก่ผู้ควรบูชาในอนาคต พระองค์จึงเลิกพระราชทานทรัพย์แก่พราหมณ์หกหมื่นนั้น จึงตรัสให้พราหมณ์เหล่านั้นไปยังวัศนถานที่อยู่แห่งตน
.
ในเวลาเดียวกันพระเจ้าอโสกได้พบสามเณรรูปหนึ่ง คือ พระนิโครธสามเณร (หลานชายที่เกิดจากพระอนุชาต่างพระมารดา) พระเจ้าอโสกได้ศรัทธาพระนิโครธสามเณรมาก และให้ทานแก่พระสงฆ์และพระนิโครธมาตลอด นอกจากนี้พระองค์ต้องการสืบทอดพระศาสนา จึงทำการผนวช พระราชโอรส (พระมหินทร์) พระราชธิดา (พระสังฆมิตตาเถรี) พระราชนัดดา (พระสุมนสามเณร) พระอัคคีพล (พ่อของพระสุมนสามเณรพระสวามีพระสังฆมิตตา) เมื่อพ.ศ.๒๒๒
.
ก่อนที่จะทำการสังคายนาพระไตรปิฎก พระเจ้าอโสกจึงให้ไปนิมนต์พระสงฆ์มาทั้งชมพูทวีป มาที่อโสการามภายใน ๗ วัน และเมื่อครบ ๗ วันพระเจ้าอโสกก็เสด็จพระราชดำเนินไปสู่อโสการามประชุมสงฆ์พร้อมกันทั้งสิ้น สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินก็นั่งภายในม่านในที่ควรด้วยพระโมคคลีบุตรดิศเถร แล้วเรียกภิกษุเหล่าถือลัทธิเดียวกันเป็นหมู่หนึ่ง ให้เข้ามาใกล้แล้วถามถึงเหตุว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า สมเด็จพระสุคตสัพพัญญูเจ้านี้ตรัสสั่งสอนไว้เป็นถ้อยคำดังฤๅ หมู่มิจฉาทิษฐิทั้งหลายก็ถวายพระพรตามซึ่งทฤษฎีแห่งตน มิได้เป็นคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระเจ้าอโสกทราบพระทัยว่าเป็นมิจฉาทิษฐิ แล้วก็ให้สึกเสียจากพระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์สึกเดียรถีออกเสียจากพระศาสนาถึงหกสิบพัน (๖๐,๐๐๐ รูป)
.
เมื่อพระเจ้าอโสกทรงชำระพระสงฆ์ให้บริสุทธิ์จากมลทินมิจฉาทิษฐิแล้ว ก็ตรัสกับพระโมคคลีบุตรดิสเถรว่า "ขออาราธนาพระสงฆ์กระทำพระอุโบสถกรรมเถิด"
.
แล้วก็ตรัสสั่งให้ราชบุรุษให้ระวังรักษามิจฉาทิษฐิ มิให้ปลอมบวชทำลายพระพุทธศาสนาได้
.
ครั้งนั้นพระโมคคลีบุตรดิศเถรก็เลือสรรพระสงฆ์ได้พันหนึ่ง เพื่อกระทำสัทธรรมสังคายนานั้้น และได้ทำการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๓ เมื่อพ.ศ.๒๓๕ ณ กรุงปาฎลีบุตร
มีพระเจ้าธรรมาโสกราช (พระเจ้าอโสก) เป็นอาณาจักร
พระโมคคลีบุตรดิสเถรเจ้า เป็นธรรมจักร
ประกอบเข้าด้วกัน ๙ เดือนจึงสำเร็จ
.
.
.

ประกาศ วันจันทร์ที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๘ ตั้งแต่นี้ไปพระศาสนาจักรุ่งเรืองตามพุทธทำนาย

 

ดาวหางเขียวในหนังสือพระมหาชนก วันจันทร์ที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๘

อาจเป็นรูปภาพของ ข้อความ 

รูปภาพจากหนังสือ "พระมหาชนก" หน้า ๑๖ และ ๑๗

ขออนุญาตนำภาพของหนังสือพระมหาชนก มาบรรยายอีกหน
เพราะคราวนี้ ดาวหาง (ดาวตก) สีเขียวชัดเจนมากเหมือนในรูป ที่พวกเรามองจากจอคอมพิวเตอร์ เมื่อเทียงคืนวันที่ ๓ (รุ่งเช้าวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๘) ซึ่งดาวสีเขียวนี้ น่าจะเป็นตัว indicator คือ ถ้าเห็นดาวเขียวนี้ คือ น่าจะมีเหตุการณ์ดังรูปที่บรรยายไว้
อีกทั้งดาวหางนี้ปรากฎ ตรงกับพุทธทำนายว่า "เมื่อตถาคตปรินิพพานไปแล้ว ๒๕๖๗ ปี ๒ เดือน ๒๕ วัน ศาสนาจักรุ่งเรือง" ตรงกับวันจันทร์ที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๗๘ มันอาจมีความเชื่อมโยงกันก็เป็นได้ ศาสนาจักรุ่งเรืองสิ่งที่ไม่ดีของพระศาสนาจะค่อยๆ ปรากฎและถูกกำจัดไป และคาดว่า นี่คือ การเข้ายุคชาววิไล (จะรวบรวมคำทำนายของครูบาอาจารย์ให้ภายหลัง ว่าถ้าเราเข้ายุคศิวิไลซ์ จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง แต่ต้องมีการล้างสิ่งที่ไม่ดีออกก่อน แล้วจะเหลือแค่ 1 ร่มโพธิ์ จาก 3 ร่มโพธิ์ ตรงนี้ไม่แน่ใจว่าคืออะไรเหมือนกัน อาจมีสงคราม คนตายไป 2 ร่มโพธิ์หรือไม่ก็ไม่อาจทราบได้)
ในรูปมีหลายส่วนที่น่าสนใจ รูปมีความหมายในตัวเองอยู่แล้ว มีส่วนประกอบต่าง ๆ หลายส่วน ได้แก่
- ในศาลาที่ถูกไฟไหม้ มีจอคอมพิวเตอร์จอแบน ที่แสดงถึงดาวหางสีเขียว
- เหตุการณ์ในภาพคล้ายกับความชุลมุนวุ่นวาย เหตุการณ์นี้เหมือนจะบ่งบอกว่า เกิดเหตุในขณะที่มีปรากฏการณ์ดาวหางสีเขียวปรากฏ
- ศาลาที่ถูกไฟไหม้ มีคนที่มีผ้าคาดหัวนอนเฝ้าดูจอคอมพิวเตอร์ที่มีดาวหางปรากฎอยู่
- ดาวหางดวงนี้ ไม่ทราบได้ว่าเป็นดาวหางดวงไหน แต่ปัจจุบันมีดาวหาง (ดาวตก) สีเขียวปรากฎชัดเจน ประมาณเที่ยงคืน ในรุ่งเช้าของวันจันทร์ที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๘
- เหตุการณ์ในภาพเหมือนการรบราฆ่าฟันกัน โดยมีอาวุธต่าง ๆ คือ ดาบ หอก ปืน ธนู ไฟ เชือก โดรน?? เข็มทิศชี้ไปที่แผนที่ ม้าโทรจัน ฯลฯ
- เหตุการณ์ในภาพถึงแม้จะมีการชุลมุน ไม่รู้ใครเป็นใคร แยกกันไม่ออกเพราะราวกับว่ามีหน้าตาเหมือนกัน และการแต่งตัวคล้ายกัน แต่พอจะแยกได้สองฝ่าย คือ ฝ่ายที่มีผ้าโพกหัว และฝ่ายที่ไม่มีผ้าโพกหัว
- ฝ่ายที่มีผ้าโพกหัว ราวกับมีกองทัพ มีแม่ทัพขี่ม้าสีดำ ใช้หอกเป็นอาวุธ เดินทางมาจากในป่าทางทิศตะวันตก
- ฝ่ายไม่มีผ้าโพกหัว ราวกับเป็นฝ่ายตั้งรับ
- เจ้าหน้าที่ทหารแต่งเครื่องแบบ อยู่ในการชุลมุนครั้งนี้
- มีทหารต่างชาติแฝงอยู่
- ชาวบ้านอุ้มเด็ก มีคนถูกจับเอาเชือกมัดไพล่หลัง
- รองเท้าแตะที่มีสีเหลืองข้าง แดงข้า
- ทหารกำลังรักษากำแพงเมืองไว้
- บนหอคอยมีผู้เฝ้ามองเหตุการณ์นี้อยู่
- บนกำแพงเมืองส่วนมากเป็นฝ่ายที่ไม่โพกหัว แต่มีคนที่โพกหัวอยู่ด้วย
- มีการยิงธนูไฟ และมีเหตุการณ์ไฟไหม้
- ฝ่ายมีผ้าโพกหัวพยายามปีนบันไดขึ้นไปบนกำแพงเมือง แต่โดนฝ่ายที่ไม่มีผ้าโพกหัวโยนเอากระถางที่จุดไฟลงมาตรงบันได ถึงแม้จะมีคนของฝ่ายไม่โพกหัวเพลี่ยงพล้ำตกลงมาหนึ่งคน
- ฝ่ายมีผ้าโพกหัวคนหนึ่งที่อยู่บนกำแพงเมือง พยายามผลักบันไดที่พาดกำแพงเมืองลง เพื่อไม่ให้ฝ่ายขึ้นไปได้ ราวกับว่าผู้ที่โพกหัวคนนี้เป็นไส้ศึกให้กับพวกตนเอง
ในภาพมีรายละเอียดอีกมากที่อาจจะไม่ได้กล่าวไว้ณ ที่นี้ 
 

10 พฤษภาคม 2568

การค้นคว้าเรื่องพระพุทธศาสนา

 

การค้นคว้าเรื่องพระพุทธศาสนา
พระพุทธศาสนาถูกบิดเบือนมาร้อยกว่าปีที่แล้ว จากพวกล่าอาณานิคมกับทีมงานนายคันนิ่งแฮม ที่จะเอาต้นกำเนิดพระพุทธศาสนาไปอยู่ที่อินเดีย นำพระพุทธเจ้าเป็นคนอินเดีย
การจะถอนความเชื่อ ที่ถูกปลูกฝังมาอันยาวนาน ยากที่จะถอดถอน ถ้าเจอผู้ที่อธิบายแล้วพอจะเข้าใจ ก็สามารถคุยกันต่อได้ แต่ถ้าปิดกั้นมาแต่แรก ตั้งด่านกั้นไม่รับเอาสิ่งใหม่ๆ เลยก็จะคุยต่อได้ยาก บางคนที่มีพอมีมารยาท ก็จะคุยกันได้บ้าง แม้แต่ยังไม่เชื่อตาม แต่บางคนใช้วาจาที่ไม่ดี ดูถูก เหยียดหยาม ว่าคิดเอาเองบ้าง มั่วบ้าง ทั้งๆ ที่ไม่มาดูว่า ความจริงเป็นอย่างไร คนที่มาค้านจะใช้องค์ความรู้ที่ได้อ่าน ที่ถูกป้อนเข้ามาให้พวกเขาเชื่อ แล้วแต่ละคนจะสะท้อนออกมาโดยการกระทำเพื่อกระทบคนอื่น ตามอนุสัยที่ตนเองมี
แม้แต่คนที่ทำเรื่องเดียวกัน บางคนไม่มีมารยาททางสังคมอย่างมาก ใช้คำพูดที่รุนแรง หรือ บางคนคิดว่า ที่พวกเราค้นคว้ากันมาเพียงแต่ "นั่งเทียน" เอา แล้วเอาไปสอดคล้องกับ "ความเชื่อ" แต่การที่จะกลั่นกรองออกมาเป็นองค์ความรู้แต่ละอย่าง ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างมาก 
 
สิ่งแรกที่ต้องทำในการค้นคว้าเรื่องพระพุทธศาสนานี้ คือ ต้องมีองค์ความรู้ที่ถูกต้อง โดยยึดคัมภีร์ของพระพุทธศาสนาเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นพระไตรปิฎก หรือ อรรถกถา และคัมภีร์โบราณทางศาสนา สิ่งเหล่านี้ล้วนเอามาประกอบการพิจารณา เพราะสิ่งที่ต้องยึดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องในพระพุทธศาสนา คือ พระไตรปิฎกเป็นอันดับแรก ถ้าสิ่งใดต่างไปจากพระไตรปิฎกกล่าวไว้ ให้สมมุติฐานไว้ก่อนได้เลยว่า ไม่ใช่ บางคนที่มาค้นคว้าเรื่องพระพุทธศาสนาชอบอ้างว่า ผู้อื่นค้นคว้ามาไม่ได้เอาข้อมูลมาตามพระไตรปิฎก ผู้ทำลายพระไตรปิฎก เพราะคิดว่า ตัวเองเป็นเจ้าของพระไตรปิฎกอยู่ผู้เดียว จะอ้างเรื่องนี้ตลอด 
 
เมื่อก่อนการที่จะหาเอกสารหรือหนังสือโบราณมาประกอบการค้นคว้า ยากกว่าสมัยนี้มาก เสาร์อาทิตย์ที่ว่างจากงานประจำ และถ้ามีเวลาต้องไปขลุกอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ จนหลังๆ ทางหอสมุดมีการปรับปรุง มีทำที่ให้อ่านหนังสือ ค้นคว้า หนังสือบางเล่มมันเก่ามาก จะไปถ่ายเอกสารมา ต้องทำสำเนาไว้ให้หอสมุดอีกชุด หรือ สองชุด เพราะหอสมุดจะได้เอาไว้ให้คนหลังได้ไปถ่ายสำเนาได้ ต้นฉบับจะได้ไม่เสียหาย เอกสาร หนังสือแต่ละเล่มกว่าจะได้มาต้องมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ผิดจากปัจจุบัน ที่หาอ่านได้ไม่ยาก 
 
หลังจากได้อ่าน วิเคราะห์สิ่งต่างๆ จากเอกสารที่ได้มา แล้วต้องมาค้นคว้า และลงพื้นที่ บางพื้นที่ที่ยังมีความสงสัย ต้องไปแล้วไปอีก บางสถานที่เป็นสิบหนก็มี แล้วแต่ละที่ไม่ได้ใกล้จากกรุงเทพเลย บางทีต้องไปไกลๆ ไปเช้าแล้วรีบไปสำรวจ เย็นก็ต้องรีบกลับ บางทีต้องขับรถไปไกลๆ 400-500 กิโล แล้วกลับอีก 400-500 กิโล กลับภายในวันเดียว ขึ้นเหนือล่องใต้ ไปตะวันตก ตะวันออก อีสาน บางแห่งต้องไปแล้วไปอีกหลายหน
การสำรวจพื้นที่ต้องทำเป็นอันดับแรกๆ ซึ่งทำต่อเนื่องกันมาเป็นสิบปีแล้ว ไม่ใช่ค้นคว้าเสร็จแล้วลงพื้นที่ มันจะขัดแย้งกับความจริง ที่ปักหมุดไปแล้วค่อยไปสำรวจ ต้องสำรวจก่อนจะปักหมุด เลยต้องทำมาแบบต่อเนื่องเพื่อเก็บข้อมูลนำมาทำการวิจัยต่อไป 
 
บางสถานที่ก็ไกลมาก บางแห่งจะกลับในวันเดียวไม่ได้ การเดินทาง ส่วนมากจะขับไปเองทางรถส่วนตัว บางแห่งไกล และต้องรีบกลับมาทำงานประจำ ก็จะนั่งเครื่องบินไป หรือบางแห่งนั่งรถทัวร์ไปแล้วไปเช่ารถเพือสำรวจสถานที่ บางทีลงใต้ไปเพื่อไปสนทนากับอาจารย์ท่านผู้รู้บางท่าน อาจารย์ก็เมตตาอธิบายข้อมูล ไปกันหลายคน แลกเปลี่ยนความรู้ บางทีสนทนากันดึกมาก เช้ามาอาจารย์ยังมาให้ความรู้อีก ไปพบท่านหลายหนอยู่ ขับรถไปเองบ้าง นั่งเครื่องไปบ้าง แล้วแต่เหตุการณ์ 
 
การที่จะได้ข้อมูลสถานที่ใดๆ ต้องลงพื้นที่และคุยกับชาวบ้าน หรือพระที่ท่านอยู่ ณ ที่นั้น บางวัดไปบ่อยมาก จนรู้จักคนเกือบทั้งวัดแล้วก็มี เฉพาะค่าเดินทางนี่ใช้ทุนทรัพย์ส่วนตัวไปมาก ไม่รวมกับตำรับตำราที่ต้องหาซื้อมาอีก
 
การไปสำรวจบางครั้งต้องปีนเขาสูงมาก แม้แต่กลุ่มเด็กวัยรุ่นยังท้อ แต่เพราะพลังศรัทธาทำให้เราไปถึงยอดเขาได้ หรือบางทีก็ต้องเข้าไปสำรวจในถ้ำ เคยหลงถ้ำมาแล้ว มันน่ากลัวมาก ตอนเข้าถ้ำไปไม่ได้เตรียมอุปกรณ์ไป พอขออนุญาตพระอาจารย์ ท่านให้เข้าไปสำรวจ และให้คนนำทางไป ยังหลง (ไปเจอฟันคนโบราณแล้วเก็บไว้ จนต้องเอาทิ้งถึงเจอทางออก) เข้าไปก็ไม่ใช่ง่าย มีทั้งต้องคลานที่แคบๆ ต้องโรยตัวลงไประหว่างหินสองก้อน แล้วปีนขึ้นมาใหม่ (ในถ้ำลึกเจอลูกแก้วที่ใส สว่าง มีลักษณะหยดน้ำแบบแบนๆ ใสและสว่างมาก สะท้อนตา ที่เห็นเพราะว่าคนนำทางลื่นแล้วลงไปช่วย เลยเห็น แล้วขออนุญาตเจ้าของเก็บไว้ แล้วไปถามพระอาจารย์ ขออนุญาตเก็บตรงนี้ที่ได้จากถ้ำลึกไว้) 
 
ปีนเขา เข้าป่า เข้าถ้ำ มาเยอะมาก ตอนนี้กำลังเริ่มอ่อนแล้ว แต่ก็ไปสำรวจสิ่งที่สงสัยมาเกือบหมดแล้ว
การสำรวจแต่ละครั้งแปลกมาก ทุกครั้งจะมีคนรออยู่ตรงสถานที่นั้น มาคนเข้ามาถามว่ามาทำอะไร แล้วพาไปอธิบายสถานที่นั้นๆ แบบละเอียด มีอยู่ครั้งหนึ่ง เคยขับรถเข้าไปในภูเขา เป็นแต่ป่า แต่ในใจคิดว่า ต้องมีรอยพระบาท เลยเข้าไป แล้วมีน้องผู้หญิงขาว สวย เข้ามาถาม เข้ามาอธิบาย แล้วน้องถามว่า พี่ๆ หนูถามจริงๆ พี่รู้ได้อย่างไรกับข้อมูลตรงนี้ เลยบอกน้องไปว่า มันคิดขึ้นมาเอง แล้วอยากมาสำรวจ เลยขับรถมา น้องบอกว่า พี่ ตรงนี้คือเมืองลับแลนะ ปกติคนอื่นจะขับรถผ่าน แล้วพี่มาโดยไม่ได้ตั้งใจ หนูเลยสงสัยว่า มาได้อย่างไร สิ่งต่างๆ เหล่านี้ยากที่จะเข้าใจ และยากที่จะเล่าสู่ผู้คนในที่สาธารณะ 
 
หลังจากได้ความรู้จากตำรา ได้ไปสำรวจพื้นที่จริง ก็ต้องมาสรุปเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ได้มา แม้จะไม่ได้เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่อะไร แต่ถ้าสามารถอธิบายให้คนเข้าใจทีละน้อยได้ก็นับเป็นประโยชน์มาก และก็ต้องมาทำสื่อให้เข้าใจง่าย ทำโปสเตอร์ ทำคลิป ทำอะไรที่สวยๆ เพื่อให้ผู้ที่ติดตามเข้าใจได้ไม่ยาก 
 
สิ่งเหล่านี้คือ สิ่งที่ทำในการค้นคว้าเรื่องพระพุทธศาสนา แม้แต่บางครั้งไม่ได้มาโพสต์ หรือบอกใครๆ ว่าเราทำอะไรไว้บ้าง ผู้คนจะคิดว่า เราคิดไปเองบ้าง ทำลายพระไตรปิฎกบ้าง นั่งเทียนแล้วเอามาสอดคล้องกับความเชื่อบ้าง ซึ่งมันไม่เป็นความจริงเลย 
 
เราทำเพราะความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ใช้กำลังกาย กำลังปัญญา กำลังทรัพย์ที่มีอยู่ ทุกวันที่ทำ จนมาถึงวันนี้ใช้จ่ายไปมิใช่น้อย ใช้กำลังทุนทรัพย์ส่วนตัวตลอด สิ่งที่ได้มามันก็เป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัย เพราะทุกอย่างมีข้อจำกัด ไม่ว่าจะ เวลา กำลังกาย กำลังใจ สติปัญญา หรือทุนทรัพย์ที่มี จึงได้นำสิ่งต่างๆ เหล่านี้มาเผยแผ่ให้ผู้คนได้รับทราบ 
 
๙ พฤษภาคม ๒๕๖๘

วันพืชมงคล ๙ พฤษภาคม ๒๕๖๘

พิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ทำไมมีแต่ประเทศไทย และกษัตริย์เป็นผู้ทำพิธี
พิธีนี้มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ที่มีหลักฐานบันทึกไว้ในพระไตรปิฎก


อินเดียมีไหม ?????
 
 

อาจเป็นรูปภาพของ 2 คน และ ข้อความพูดว่า "วันพืชมงคล พุทธประวัติ ៧ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ขณะที่เจ้าขายสิทธัตถะ เจริญพระชนมายูได้ ബ พรรษา พระเจ้าสุทโธทนะ ทรงพาพระราชโอรสเจ้าขายสิทธัตละ ไปร่วมพิธีในวันงานพระราชพิธี จรดพระนังคัลแรกนาขวัญด้วย โดยโปรดให้เจ้าชายประทับใต้ ต้นชมพูพฤกษ์ หรือ ต้นหว้า ระหว่างนั้นระทีสี้เแลอลไล กรดพระนังคัลแรกนาขวัญกันหมด ปร่อยใช้ห้ขาประระย้อยง้ยขพ้พ เพียงลำพังเพียงพระองค์เดียว ค์เดียว เจ้าขายสิทธัต์ทหทรงทำมาธิด้วค จนได้ปฐมมานเป็นครังแรก www.facebook.com/goups/Badhafacts พิชมงคล๒๕ พระยาแรกนาเสี่งทายได้ผ้านุ่ง กนาเสี่ยงทายไ พระยาแ พระโคกิน พระโคกิน"นำหบ้างเล้"ทำนายำ "น้ำ-หญ้า-เหล้า ทำนายน้ำจะพอดี ข้าวในนาจะสมบูรณ์ เศรษฐกิจรุ่งเรื่อง"

06 พฤษภาคม 2568

ธรรมเนียมปฏิบัติประจำปีของคนไทยโบราณ

 

"การสักการะพระแท่นดงรัง" คือ ธรรมเนียมปฏิบัติประจำปีของคนโบราณในประเทศไทย
วันนี้ ๕ พฤษภาคม ๒๕๖๘
วันนี้ได้มีการไปเยี่ยมเยียน "ป้าขวัญ" และได้สนทนาหลายอย่างกัน ป้าได้เล่าหลายอย่างให้เราฟัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องพระแท่นดงรัง

ป้าเล่าว่า ในอดีตตั้งแต่สมัยคุณยายของป้า (ถ้ามีชีวิตอยู่คงร้อยกว่าปี เพราะแม่ของป้าก็ ๙๐ กว่าแล้ว) ได้มีธรรมเนียมพุทธปฏิบัติของคนโบราณที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ที่ต้องทำแต่ละปี คือไปสักการะ "พระแท่นดงรัง" และ "รอยพระพุทธบาทสระบุรี"
การไปสักการะพระแท่นดงรัง จะมีการไปบูชา ปิดทอง สวดมนต์ กันที่นั่น แล้วจะไปกันที่ละเยอะๆ ๑ ปีจะรวมไพร่พล เหมาเรือกันเป็นลำๆ เรือจะเป็นเรือไอน้ำ โดยออกจากบ้าน พายเรือไปที่ท่าดำเนินสะดวก และนั่งเรือหางยาวต่อไปที่ท่ารถ รถที่ไปจะเป็นรถแดง (รถแดงสมัยโบราณ)

เมื่อถึงพระแท่นดงรังต้องเดินเข้าป่า โดยเดินเท้าต่อไปอีกหลายชั่วโมง พอไปถึงพระแท่นก็จะสักการะด้วย ดอกไม้ และจะนำของที่เป็นมงคลสูงสุด ของที่ดีที่สุดไปถวาย เช่นข้าว ผลไม้ ที่ปลูกไว้ในแต่ละปีเลือกที่ดีที่สุดมา รวมทั้งดอกไม้ เป็นดอกไม้ที่ปลูกเอาไว้เองไม่ได้ซื้อมา 
 
 
ยายเล่าให้ฟังว่า "พระพุทธเจ้าอยู่ตรงพระแท่นดงรัง และพระพุทธเจ้าเป็นคนไทย" และยายเถียงกับหลานว่า ปู่ย่าตายายเล่าให้ยายฟังว่า พระพุทธเจ้ามีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย กาญจนบุรีเป็นเมืองสำคัญ และพระพุทธเจ้ามานิพพานที่นั่น ยายไม่เชื่อตำราที่ลูกหลานเรียนมา ที่บอกว่า พระพุทธเจ้าเป็นคนอินเดียเกิดที่อินเดีย ยายบอกว่า ไม่ใช่ ตำราอะไรยายไม่รู้ 
 
หลังจากที่ยายไม่อยู่แล้ว แม่ของป้าขวัญก็ยังไปนมัสการที่พระแท่นดงรังสืบต่อไป ยังมีการรวมสมัครพรรคพวกญาติพี่น้องไปกันอีก 
 
 
ยายบอกว่า ยายไม่รู้จักหรอกที่พระพุทธเจ้าเป็นคนอินเดีย

 

20 เมษายน 2568

การคำนวณข้างขึ้น-ข้างแรมของไทย

 วันสำคัญในทางพระพุทธศาสนา ใช้ปฏิทินจันทรคติ - ประเทศเรามีการคำนวณข้างขึ้น-ข้างแรมอย่างละเอียดถี่ถ้วน และเราจะอ้างอิงวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา บางทีจะเห็นว่าเรานับวันสำคัญทางศาสนาไม่ตรงกับประเทศอื่น เพราะบ้านเรามีการคำนวณที่แน่นอน มีหลักการ


คนไทย มีศักราชใช้เป็นของตนเองมาตลอดตั้งแต่โบราณนานมา มีวิชาโหราศาสตร์ที่แม่นยำ (แต่ปัจจุบันนี้ คนที่เอาวิชาไปใช้ ไม่ได้ศึกษาอย่างถ่องแท้ แล้วมาทำนายกัน)