ประสูติเมื่อพ.ศ.๑๘๔ มีพระอนุชาร่วมมารดาเดียวกันคือ พระดิส (ติสสะ)
.
พระเจ้าวินทุสารมีพระราชโอรสกับนางสนมอื่นๆ อีก รวม ๑๐๑ พระองค์
เมื่อพระเจ้าวินทุสารทราบว่าพระองค์ใกล้เสด็จทิวงคต จึงสั่งให้หาพระราชอรรคราโชรสมายังสำนักพระองค์ เพื่อให้ครองเมืองปาฏลิบุตรต่อไป พระเจ้าอโสกขึ้นครองราชย์ ณ เมืองปาฎลีบุตร เมื่อพ.ศ.๒๑๔ (ราชาภิเษก พ.ศ.๒๑๘) และแต่งตั้งพระดิสราชอนุชาเป็นมหาอุปราช
(พระเจ้าอโสกมีพระราชโอรส คือ พระมหินทร์ และพระราชธิดา คือ พระสังฆมิตตา
จากนางเวทิสา ลูกสาวเศรษฐีเมืองอุชเชนี)
.
พระสุมนาราชกุมารพระราชโอรสองค์โตของพระเจ้าวินทุสาร
ที่เกิดจากนางสนม (พระสุมนราชกุมารนี้คือ
พระบิดาของพระนิโครธสามเณรที่พระเจ้าอโสกศรัทธามาก) ไม่พอใจจึงชวนเหล่าพระอนุชาที่เหลือ อีก ๙๘ พระองค์ ทำสงครามแย่งราชบัลลังก์ ในที่สุดก็แพ้กองทัพของพระเจ้าอโสก และพระอนุชาทรราชถูกฆ่าเสียหมด
.
สมัยพระเจ้าวินทุสารครองราชย์
พระเจ้าวินทุสารพระราชบิดาของพระเจ้าอโสก
ได้อุปถัมภ์พราหมณ์นอกพระศาสนาไว้ ๖๐,๐๐๐ คน เมื่อพระราชบิดาสวรรคตไปแล้ว
พระเจ้าอโสกได้นับถือและให้บริโภคอาหารแก่พราหมณ์ต่อมา
อยู่มาวันหนึ่งพระเจ้าอโสกได้ทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์ลัทธิต่างๆ
อันปราศจากคุณและระงับอินทรีย์
และไม่สามารถให้พราหมณ์เหล่านั้นเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาได้
.
พระเจ้าอโสกได้พระพฤติตามพระราชบิดาคือ ให้พราหมณ์ทั้งหกหมื่นบริโภคมาถึง ๓ ปี
วันหนึ่งทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์ผู้นอกพระศาสนาประพฤติอาจารบริโภคโภชนาหารมีอินทรีย์มิได้สงบระงับ
จึงคิดว่าทานที่ท่านพระราชทานทรัพย์นับแสนควรจะให้แก่ผู้ควรบูชาในอนาคต
พระองค์จึงเลิกพระราชทานทรัพย์แก่พราหมณ์หกหมื่นนั้น
จึงตรัสให้พราหมณ์เหล่านั้นไปยังวัศนถานที่อยู่แห่งตน
.
ในเวลาเดียวกันพระเจ้าอโสกได้พบสามเณรรูปหนึ่ง
คือ พระนิโครธสามเณร (หลานชายที่เกิดจากพระอนุชาต่างพระมารดา)
พระเจ้าอโสกได้ศรัทธาพระนิโครธสามเณรมาก
และให้ทานแก่พระสงฆ์และพระนิโครธมาตลอด นอกจากนี้พระองค์ต้องการสืบทอดพระศาสนา
จึงทำการผนวช พระราชโอรส (พระมหินทร์) พระราชธิดา (พระสังฆมิตตาเถรี)
พระราชนัดดา (พระสุมนสามเณร) พระอัคคีพล
(พ่อของพระสุมนสามเณรพระสวามีพระสังฆมิตตา) เมื่อพ.ศ.๒๒๒
.
ก่อนที่จะทำการสังคายนาพระไตรปิฎก
พระเจ้าอโสกจึงให้ไปนิมนต์พระสงฆ์มาทั้งชมพูทวีป มาที่อโสการามภายใน ๗ วัน
และเมื่อครบ ๗
วันพระเจ้าอโสกก็เสด็จพระราชดำเนินไปสู่อโสการามประชุมสงฆ์พร้อมกันทั้งสิ้น
สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินก็นั่งภายในม่านในที่ควรด้วยพระโมคคลีบุตรดิศเถร
แล้วเรียกภิกษุเหล่าถือลัทธิเดียวกันเป็นหมู่หนึ่ง
ให้เข้ามาใกล้แล้วถามถึงเหตุว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า
สมเด็จพระสุคตสัพพัญญูเจ้านี้ตรัสสั่งสอนไว้เป็นถ้อยคำดังฤๅ
หมู่มิจฉาทิษฐิทั้งหลายก็ถวายพระพรตามซึ่งทฤษฎีแห่งตน
มิได้เป็นคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระเจ้าอโสกทราบพระทัยว่าเป็นมิจฉาทิษฐิ แล้วก็ให้สึกเสียจากพระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์สึกเดียรถีออกเสียจากพระศาสนาถึงหกสิบพัน (๖๐,๐๐๐ รูป)
.
เมื่อพระเจ้าอโสกทรงชำระพระสงฆ์ให้บริสุทธิ์จากมลทินมิจฉาทิษฐิแล้ว
ก็ตรัสกับพระโมคคลีบุตรดิสเถรว่า
"ขออาราธนาพระสงฆ์กระทำพระอุโบสถกรรมเถิด"
.
แล้วก็ตรัสสั่งให้ราชบุรุษให้ระวังรักษามิจฉาทิษฐิ มิให้ปลอมบวชทำลายพระพุทธศาสนาได้
.
ครั้งนั้นพระโมคคลีบุตรดิศเถรก็เลือสรรพระสงฆ์ได้พันหนึ่ง
เพื่อกระทำสัทธรรมสังคายนานั้้น และได้ทำการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๓
เมื่อพ.ศ.๒๓๕ ณ กรุงปาฎลีบุตร
มีพระเจ้าธรรมาโสกราช (พระเจ้าอโสก) เป็นอาณาจักร
พระโมคคลีบุตรดิสเถรเจ้า เป็นธรรมจักร
ประกอบเข้าด้วกัน ๙ เดือนจึงสำเร็จ
.
.
.



