04 มิถุนายน 2563

ประวัติพระแก้วมรกตที่อยากให้คนไทยได้รู้

ที่มา ธรรมทาน
Instagram: dhammatan
IMG_8789
 
ถ้าย้อนกลับไป เมื่อ 5 ปีที่แล้วเป็นวันที่ผมกำลังเดินทางในประเทศอินโดนีเชีย ผมได้มีโอกาสเจอ นักโบราณคดีท่านหนึ่ง และผมได้บอกท่านว่า ผมเป็นคนไทย ท่านได้บอกผมว่ารู้จัก พระแก้วมรกต ไหม ผมบอกว่ารู้จัก
 
คำถามต่อมาผมตอบไม่ได้เลยทั้งๆที่ผมเป็นคนไทย นั้นก็คือ รู้ไหม พระแก้วมรกตมาจากที่ไหน และ 21 เมษายน คือวันอะไร
 
ผมนิ่งไปสักพัก แล้ว บอกท่านว่า ผมอยากทราบเรื่องราวเหล่านี้ครับ ท่านเริ่มอธิบายให้ผมฟังว่า 21 เมษายน คือ วันสถาปนา กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 21 เมษายน 2325 คือ วันแรก ของการเริ่มกรุงเทพมหานคร และรู้ไหมว่า กรุงเทพมหานครชื่อจริงคืออะไร คือคำถามที่ อาจารย์ปิดท้าย
 
อันนี้ผมรู้ว่าเป็นเพลงของ อัสณี วัตสัน แต่จำได้ไม่หมด ก็ดำน้ำไป อาจารย์ชมกลับมาว่าถูกต้องแล้วรู้ความหมายของ ชื่อนี้ไหม ผมได้แต่งง เหมือนไก่ตาแตกพร้อมคิดในใจว่า มันมีคำแปลด้วยเหรอ
สีหน้าผมคงสื่อออกมาว่า มันมีคำแปลด้วยเหรอ อาจารย์จึงแปลให้ฟังว่า กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทราอยุธยามหาดิลก ภพนพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์ ซึ่งแปลว่า เป็นราชธานีที่ประดิษฐานพระพุทธรัตนปฏิมากร ซึ่งแกะสลักขึ้นจากหยกอันงดงามที่สุดและวิจิตรบรรจงที่สุด นั้นก็คือพระแก้วมรกต นั้นเอง คำถามต่อมาคือ แล้วผมรู้ประวัติพระแก้วมรกตไหม ?
 
พระแก้วมรกตมาจากไหนเหรอครับ ?
 
ลาว คือคำตอบของผม อาจารย์แค่ยิ้มแล้วถามกลับมาว่า เพราะเคยไปวัดพระแก้วที่ประเทศลาว แล้ว เห็นว่าสร้างมานานกว่า วัดพระแก้วที่กรุงเทพใช่ไหม ผมตอบกลับมาว่าใช่ครับ
 
อาจารย์จึงบอกว่าตามบันทึก พงศาวดารที่บันทึกของไทย เชียงใหม่ กล่าวตรงกันไว้ว่าพระแก้วมรกตนั้นถูกค้นพบครั้งแรกที่เชียงราย ในปี พ.ศ 1977 หรือเมื่อ 585 ปีที่แล้ว พระแก้วมรกตซ่อนอยู่ภายในเจดีย์ขนาดใหญ่ เมื่อเจดีย์องค์นั้นถูกฟ้าผ่าจนยอดหักลง ก็มีพระสงฆ์รูปหนึ่งพบพระพุทธรูปปิดทองซ่อนอยู่ภายในเจดีย์ปูนที่ถูกฟ้าผ่า พระในวัดนั้นคิดว่าเป็นเพียงแค่พระพุทธรูปที่สร้างจาดหินทั่วไปธรรมดาๆ จึงได้นำพระแก้วมรกตไปประดิษฐานไว้ภายในวิหารเรียงรายคู่กับพระพุทธรูปองค์อื่นๆ สองสามเดือนต่อมา ปูนที่ฉาบบริเวณปลายพระนาสิก (จมูก) ของพระแก้วมรกต หลุดออกมา เจ้าอาวาสจึงสังเกตเห็นว่าแท้ที่จริงแล้วภายในเป็นพระพุทธรูปซึ่งแกะสลักจากหยกสีเขียวงดงาม ดังนั้น เจ้าอาวาสจึงกะเทาะปูนทั้งหมดที่ฉาบทับอยู่ จึงเป็นที่ปรากฏต่อทุกสายตาว่าแท้ที่จริงพระพุทธรูปองค์นี้แกะสลักจากหยกเขียวเพียงชิ้นเดียวทั้งองค์
 
ผมจึงเกิดความสงสัยต่อด้วยความอยากรู้ว่าแสดงว่าพระแก้วมรกตมีมานานแล้ว และทำไม จึงเอาไปใส่ไว้ในเจดีย์ อาจารย์ได้ตอบคำถามผมว่า ท่านถูกสร้างมาโดยใครและเมื่อไหร่ไม่มีใครรู้แน่ชัด แต่การถูกซ่อนไว้ในปูนและพระเจดีย์อีกที่หนึ่งน่าจะเพราะว่า ในพระพุทธศาสนา กล่าวไว้ว่าพระพุทธศาสนาจะมีอยู่เพียง 5,000 ปี ดังนั้น หลังจากหมดยุคนี้ไป การค้นพบพระแก้วมรกตในอนาคตจะทำให้ศาสนารุ่งเรืองขึ้นมาอีกครั้ง “แล้วพระพุทธรูปทำมาจากหยกแล้วทำไมเรียกมรกตครับ” ผมถามคำถามที่ไม่เกี่ยวกับประวัติ แต่อาจารย์ก็ยังตอบด้วยรอยยิ้มว่า เพราะสีหยกที่เขียวเหมือนมรกต” แล้วท่านมาอยู่ที่ กรุงเทพได้ยังไงครับคือคำถามต่อมา อาจารย์เริ่มเครียด กับคำถามผม และตอบว่าเอารวบรัดเลยไหม จะได้ตอบให้เลย
ผมรีบเบรคอาจารย์แล้วบอกว่าผมมีเวลาและคำถามเยอะครับ อาจารย์ช่วยกรุณาเล่าให้ผมฟังหน่อยครับ
เรื่องราวของพระแก้วมรกตที่ถูกคนเผยแพร่ออกอย่างกว้างขวาง ทำให้คนมากมายอยากเข้าไปกราบไหว้สักครั้งเพื่อเป็นศิริมงคล จนเจ้าผู้ครองเมืองเชียงใหม่ กลัวว่าประเทศพม่าจะมาเอาไปเพราะเมืองเชียงรายอยู่ติดประเทศพม่าเกินไป
 
เจ้าผู้ครองเมืองเชียงใหม่จึงไปอันเชิญพระแก้วมรกตเพื่อมายังเมืองเชียงใหม่ แต่ระหว่างทาง ช้างที่อัญเชิญ เกิดตระหนกตกใจ วิ่งไปยังเมืองลำปาง ไม่ยอมมายังเมืองเชียงใหม่ เจ้าผู้ครองเมืองจึง ส่งช้างตัวใหม่ไป ผลกลับเป็นเช่นเดิม คือช้างที่อัญเชิญ จะเดินไปทางลำปางอย่างเดียว เจ้าเมืองเชียงใหม่ผู้เชื่อเรื่องพลังเหนือธรรมชาติ จึงทรงคิดว่า พระแก้วมรกตคง มีความประสงค์ที่จะอยู่เมืองลำปาง และเมืองลำปางก็ไม่ห่างจากเชียงใหม่มาก จึงให้พระแก้วมรก ประดิประดิษฐานที่เมืองลำปาง โดยสร้างวันพระแก้วขึ้นโดยชาวลำปางต่างบริจาคเงินเพื่อสร้างวัดพระแก้วขึ้น
 
ผมฟังด้วยความตื่นเต้น เพราะมันคือความรู้ที่ผมไม่รู้ว่าก่อนเลยทั้งๆที่ พระแก้วมรกตคือพระพุทธรูปประจำรัตนโกสินทร์ อาจารย์เล่าให้ผมฟังต่อว่า พระแก้วมรกต ประดิษฐาน อยู่ลำปางเป็นเวลากว่า 32 ปี เจ้าเมืองเชียงใหม่ พระองค์ใหม่ เมือขึ้นครองเมืองแล้วจึงมีความประสงค์ที่จะอันงเชิญ พระแก้วมรกตให้มาอยู่ที่เชียงใหม่แทนลำปาง “ครั้งนี้สำเร็จไม่ครับ” ผมถามอาจารย์ขึ้น อาจารย์พยักหน้าแล้วบอกว่า พระแก้วมรกตย้ายมาประดิษฐานที่วัดแห่งหนึ่งในเมืองเชียงใหม่ แต่นานๆทีจะเอาออกมาให้ประชาชนกราบสักการะ และ อยู่ที่เชียงใหม่นานถึง 84 ปี ผมถามดักขึ้นทันทีว่า แล้วย้ายมาอยู่ กรุงเทพเหรอครับ
 
อาจารย์ได้แต่หัวเราะและบอกว่าตอนนั้นกรุงเทพยังไม่มีเลย ผม ได้แต่เขินแล้วคิดในใจว่าช่วงนั้นน่าจะช่วงอยุธยาอยู่เลยมั้ง และถามอาจารย์ว่าแล้วพระแก้วมรกต ไปที่ไหนต่อครับ ?
 
หลวงพระบาง คือคำตอบของอาจารย์และอาจารย์ยังบอกว่าตั้งใจฟังดีๆนะว่ามาได้ยังไง เดี๋ยวจะงง ผมได้แต่พยักหน้า แล้วตั้งใจสิ่งที่อาจารย์กำลังจะอธิบาย เจ้าผู้ครองเมืองเชียงใหม่ มีธิดาอยู่องค์หนึ่งชื่อยอดคำ ได้ส่งธิดาของพระองค์ไปสมรสกับเจ้าเมืองหลวงพระบาง ซึ่งต่อมาเจ้าเมืองหลวงพระบางและนางยอดคำมีบุตรชายชื่อพระไชยเชษฐ์ ดังนั้นหากนับญาติ เจ้าเมืองเชียงใหม่ คือพระเจ้าตา ของพระไชยเชษฐ์ ต่อมาพระเจ้าเมืองเชียงใหม่เสด็จสวรรคต และไม่มีทายาทสืบทอด จึงไปขอพระไชยเชษฐ์ซึ่งตอนนั้นมีพระชนม์ 15 พรรษามา เป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่ต่อจากพระเจ้าตา งงไหม?
 
ไม่งงครับ
 
อาจารย์เล่าต่อว่าตามพงศาวดารเชียงใหม่บันทึกไว้ว่า เมื่อพระเจ้าไชยเชษฐ์ครองเมืองเชียงใหม่ไม่นาน พระบิดาของพระองค์ที่ครองเมืองหลวงพระบางก็เสด็จสวรรคต ท่านจึงเดินทางกลับไปที่หลวงพระบางพร้อมนำพระแก้วมรกต กลับไปด้วยเพราะอยากให้ พระประยูรญาติของพระองค์จะได้มีโอกาสสักการบูชาพระแก้วมรกต แต่การไปครั้งนี้ท่านไม่กลับมาเชียงใหม่อีกเลย
 
อาจารย์ครับ วัดพระแก้วที่ลาวผมเคยไปอยู่เวียงจันทร์ไม่ใช่เหรอครับแสดงว่าท่านต้องมีเดินทางต่อใช่ไหมครับ อาจารย์ยิ้มกลับมาแล้วบอกว่าถูกต้อง พระแก้วมรกตประดิษฐาน ณ หลวงพระบางเป็นเวลา 12 ปี แล้วช่วงนั้นพระเจ้าบุเรงนองแข็งแกร่งมาก รบที่ไหนชนะทุกที่ พระเจ้าไชยเชษฐ์ จึงคิดว่าเมืองหลวงพระบางนั้นอยู่ใกล้พม่าเกินไป จึงตัดสินใจย้ายจากหลวงพระบางมายังเมืองเวียงจันทน์ และได้อัญเชิญพระแก้วมรกต และ พระบาง มาประดิษฐานที่เวียงจันทน์ จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี จากปีเป็นหลายสิบปี จากหลายสิบปีเป็น 215 ปี ที่พระแก้วมรกตประดิษฐาน ที่เวียนจันทร์ คือตั้งแต่ พ.ศ 2103 ถึง พ.ศ 2321
นานมากกกก ผมพูดขึ้น อาจารย์จึงบอกต่อว่า 215 ปีที่เวียนจันทร์ 12 ปีที่หลวงพระบาง รวมกันคือ 227 ปี ถ้านับช่วงอายุคนก็ประมาณ 3 ช่วงอายุคน นี้คือสาเหตุ ที่คนส่วนใหญ่คิดว่าพระแก้วมรกตมาจากประเทศลาว ผมจึงถึงบางอ้อ แล้วท่านมาอยู่ที่ กรุงเทพมหานคร ได้อย่างไรครับ
 
อาจารย์ย้อนกลับมายัง ประเทศไทย ในช่วง อยุธยา ประมาณ พ.ศ 2310 พม่าบุกกรุงศรีอยุธยา มีทหารหนุ่มชื่อตากสิน บุกฝ่ากองกำลังพม่าออกมาพร้อมทหารคู่ใจของพระองค์นามว่าพระยามหากษัตริย์ศึก ผมคิดว่าชื่อนี้เหมือนชื่อถนนในกรุงเทพเลย น่าจะมีอะไรแน่ๆใช่ไหมครับอาจารย์
 
ถูกต้อง พระยามหากษัตริย์ศึก นี้รบเก่งมาก และอายุยังน้อย มีช่วงหนึ่ง หลังจากพระเจ้าตากสินมหาราชได้รวบรวมประเทศได้แล้ว แต่ตอนนั้นกรุงศรีอยุธยาพังหมดสินแล้ว ท่านจึงย้ายมาสร้างเมืองหลวงขึ้นมาใหม่ชื่อกรุงธนบุรี โดยมีพระยามหากษัตริย์ศึกเป็นผู้นำทหาร ในปี พ.ศ. 2321 พระยามหากษัตริย์ศึกได้ไปรบที่เวียงจันทน์และได้นำพระแก้วมรกตกลับมายังประเทศไทย ในคราวนั้นได้นำพระบาง กลับมาด้วย แต่ภายหลังเกิดบ้านเมืองเดือดร้อน ประชาชนต่างพากันเข้าใจว่าเพราะพระแก้วกับพระบางไม่ถูกกัน พระบางจึงได้ถูกอัญเชิญกลับไปยังเวียนจันทร์เหมือนเดิม.
 
พระเจ้าตากสินได้พระแก้วมรกต ประดิษฐานอยู่ในกรุงธนบุรีจวบจนกระทั่งพระเจ้าตากสินเสด็จสวรรคต ต่อมาเจ้าพระยากษัตริย์ศึกจึงเสด็จขึ้นครองราชย์แทน และปราบดาภิเษกเป็นสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่1
 
รัชกาลที่ 1 ทรงเปลี่ยนชื่อราชธานีใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับพระนามของพระแก้วมรกตซึ่งมีชื่ออย่างเป็นทางการว่าพระพุทธรัตนปฏิมากร โดยเปลี่ยนชื่อราชธานีเป็นกรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทราอยุธยามหาดิลก ภพนพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์ ซึ่งเป็นราชธานีที่ประดิษฐานพระพุทธรัตนปฏิมากร ซึ่งแกะสลักขึ้นจากหยกอันงดงามที่สุดและวิจิตรบรรจงที่สุด
 
อาจารย์เสริมตบท้ายด้วยว่า น่าเสียดายที่คนไทยทุกคนรู้จักพระแก้วมรกต แต่ส่วนน้อยเหลือเกินรู้ว่ามาจากที่ใด ผมตอบอาจารย์กลับไปว่าตอนนี้ผมกลายเป็นส่วนน้อยแล้วครับ อาจารย์ถามผมว่าอยากฟังต่อไหม ผมบอกยังมีอีกเหรอครับ
 
อาจารย์ยิ้มแล้วถามผมว่า เคยไป วัดพระแก้วหรือยัง ผมตอบว่าเคยไปครับ คำถามต่อมาคือ เห็นพระพุทธรูป ยืนอยู่ซ้ายและขวาของพระแก้วมรกต หรือไหม ผมตอบว่าเห็นครับ ใช่พระพุทธรูปของพระสารีบุตร และ พระโมคัลลานะไหมครับ อาจารย์ตอบกลับทันที ผิดครับ แล้วอาจารย์ก็เล่าต่อว่า พระมหากษัตริย์ไทยเราเมื่อสมัยก่อนนั้น ไม่มีชื่อ ทุกคนต่างเรียกพระองค์ว่า พระมหากษัตริย์ หรือ พระเจ้าอยู่หัว เมือรัชกาลที่ 1 เสด็จสวรรคต และ รัชกาลที่ 2 ก็ขึ้นครองราชย์ และเสด็จสวรรคต รัชกาลที่ 3 ก็ขึ้นครองราชย์ แต่ผู้คนสมัยนั้น ไม่รู้จักชื่อของรัชกาลที่ 1 และ 2 จึงเรียกยุคของแต่พระองค์ว่า ราชวงศ์ตอนต้น และ ราชวงศ์ตอนกลาง รัชกาลที่ 3 ไม่ยากให้คนเรียกยุคของท่านว่า รัชวงศ์ตอนปลาย พระองค์จึงโปรดเกล้าตั้งชื่อ ให้พระมหากษัตริย์ทั้งสองพระองค์ โดยสร้างพระพุทธรูป 2 รูป ขึ้น ตั้งอยู่ซ้ายขวาขิงพระแก้วมรกต พระพุทธรูปทั้ง 2 นิ้วทุกนิ้ว จะมีแหวนเพชรนิจจินดาอยู่ทุกนิ้ว แล้วรัชกาลที่ 3 ทรงโปรดเกล้า ตั้งชื่อ องค์ขวาว่า สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และองค์ซ้าย ชื่อว่า สมเด็จพระพุทธเลิศหล้าธิภาลัย ( ภายหลังรัชกาลที่ 4 เปลี่ยนเป็น สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย) อาจารย์ยังเสริมให้ผมว่ส ถ้าลองสังเกต ดูจะเห็นว่าพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ จะมีเพียง 2 พระองค์นี้ที่มีคำขึ้นต้นด้วยคำว่า “พระพุทธ”
 
ผมได้แต่อ้าปากค้างแล้วตอบอาจารย์กลับไปว่า ขอบคุณอาจารย์มากครับสำหรับความรู้ที่ควรรู้นี้
ธรรมทาน
Instagram: dhammatan

สามัคคีเภทคำฉันท์ VS วัสสการพราหมณ์


           ย้อนกลับไปในสมัยพุทธกาล แคว้นวัชชี (เมืองหลวง ชื่อ “เวสาลี”) ของเหล่ากษัตริย์ลิจฉวี เป็นแคว้นที่มีความมั่นคงแข็งแรง ยากต่อการที่ข้าศึกศัตรูจะตีได้ กษัตริย์ปกครองแคว้นโดยยึดมั่นใน “อปริหานิยธรรม” คือ ธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม  โดยเน้นสามัคคีธรรมเป็นหลัก

พระเจ้าอชาตศัตรู กษัตริย์แคว้นมคธผู้ยิ่งใหญ่ (เมืองหลวง ชื่อ “ราชคฤห์”)  มีพระบรมเดชานุภาพและความเมตตาต่อพสกนิกร ประชาชนล้วนมีแต่ควาสงบสุข


อยู่มาวันหนึ่งทรงพระองค์มีพระราชดำริ ที่จะแผ่พระบรมเดชานุภาพ โดยจะยกทัพไปตีแคว้นวัชชี จึงคิดปรึกษาวัสสการพราหมณ์ ผู้มีความฉลาดรอบรู้ว่า พระองค์มีพระราชประสงค์จะขยายอาณาจักรไปยังแคว้นวัชชี ซึ่งอยู่ติดกันกับแคว้นมคธ แต่เนื่องด้วยเหล่ากษัตริย์ลิดฉวีมีการปกครองบ้านเมืองโดยธรรม และมีความสามัคคีอย่างมาก ยากต่อการถูกโจมตี นอกจากการทำลายความสามัคคีของเหล่ากษัตริย์เหล่านี้ได้ก่อน และแล้วเมื่อปรึกษากันเรียบร้อย จึงออกอุบายให้วัสสการพราหมณ์เข้าไปยุแหย่เหล่ากษัตริย์ลิดฉวีให้แตกความสามัคคี โดยการออกอบายให้วัสสการพราหมณ์คัดค้าน การที่พระองค์จะยกทัพไปตีแคว้นวัชชี โดยการโบยและกล้อนผมหมดศีรษะ และเนรเทศออกจากเมือง


วัสสการพราหมณ์ จึงระเหเร่ร่อนออกจากพระนคร เมื่อข่าวไปถึงกษัตริย์แคว้นวัชชี จึงปรึกษากันว่า เนื่องจากวัสสการพราหมณ์เป็นผู้ที่มีสติปัญญาดี มีความรอบรู้ในศิลปะวิชาการหลายแขนง จึงทำให้กษัตริย์ลิดฉวีทรงรับวัสสการพราหมณ์ไว้สอนหนังสือให้พระโอรสในพระราชวัง วัสสการพราหมณ์จึงทำหน้าที่สอนหนังสือพระราชโอรสอย่างเต็มความสามารถ แต่ในขณะเดียวกันก็ทำการยุแหย่พระโอรสทั้งหลายที่เป็นลูกศิษย์ โดยการเรียกพระโอรสมาทีละคนคุยกับอาจารย์สองต่อสอง แค่ถามเรื่องสารทุกข์สุขดิบธรรมดาไม่มีอะไร และให้ออกไป ส่วนพระโอรสที่เหลือก็สงสัยว่าอาจารย์บอกอะไรกับพระโอรสแต่ละคน อาจารย์เรียกพระโอรสแต่ละองค์ไปคุยส่วนตัวทีละคน และเริ่มใส่ความว่า พระโอรสองค์อื่นที่ไม่ได้เข้ามาคุย ไม่ดีอย่างโน้น ไม่ดีอย่างนี้ และบอกลูกศิษย์ที่มาคุยส่วนตัวว่า มีพระโอรสองค์อื่นมาแอบนินทา ทำซ้ำ ๆ กันแบบนี้นานถึง ๓ ปี


            วัสสการพราหมณ์สร้างความแคลงใจในหมู่พระโอรส และลุกลามไปถึงพระบิดา ซึ่งก็ต่างเชื่อในพระโอรสของตนเอง และกินแหนงแคลงใจซึ่งกันและกัน ทำให้เกิดการแตกความสามัคคี แล้วเมื่อมีการประชุม ไม่มีใครเข้าประชุม เมื่อวัสสการพราหมณ์ทราบแล้วว่า ทำการสำเร็จแล้ว จึงส่งสาส์นไปยังพระเจ้าอชาตศัตรู แจ้งว่า “ขณะนี้เหล่ากษัตริย์วัชชีทุกพระองค์เกิดความแตกแยก แบ่งพรรคแบ่งพวก ไม่สามัคคีกันเหมือนเดิม จะหาโอกาสเหมาะสมครั้งใดเหมือนครั้งนี้ไม่มีอีกแล้ว ขอทูลเชิญพระองค์ยกทัพกรีธาอันยิ่งใหญ่ เพื่อมาทำสงครามโดยเร็วด้วยเถิด”  แล้วแคว้นวัชชีก็พ่ายแพ้ถูกอยู่ใต้การปกครองของมคธสืบต่อมา


ความรัก ความสามัคคี ความกลมเกลียวของคนในชาตินี่สำคัญยิ่ง อย่าตกเป็นเครื่องมือของศัตรูโดยง่ายดาย ดังเช่น วัสสการพราหมณ์ผู้เดียว สามารถทำให้แคว้นที่มีความแข็งแกร่งแตกพ่าย เพราะแค่การไปยุยง เพื่อให้แตกสามัคคีแค่นี้เอง

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยเดช รัชกาลที่ ๙ พระราชทานในพิธีประดับยศนายตำรวจชั้นนายพล ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน วันพฤหัสบดีที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๑๙
         “…ในปัจจุบันนี้เป็นที่ทราบว่า ประเทศชาติอยู่ในภาวะที่ต้องอาศัยความเข็มแข็ง เพื่อที่จะให้อยู่รอด ประเทศไทยจะอยู่ได้ก็ด้วยทุกคน ทุกฝ่ายสามัคคีกัน ความสามัคคีนั้นได้พูดอยู่เสมอว่าต้องมี แต่อาจจะเข้าใจยากว่าทำไมสามัคคีจะทำให้บ้านเมืองอยู่ได้ สามัคคีก็คือ การเห็นแก่บ้านเมืองและช่วยกันทุกวิถีทาง เพื่อที่จะสร้างบ้านเมืองอยู่ได้ สามัคคีนี้ก็คือ การเห็นแก่บ้านเมือง และช่วยกันทุกวิถีทาง เพื่อที่จะสร้างบ้านเมืองให้เข้มแข็ง ด้วยการเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน และไม่ทำลายงานของกันและกัน และทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ต้องส่งเสริมงานของกันและกัน และไม่ทำลายงานของกันและกัน มีเรื่องอะไรให้ได้พูดปรองดองกัน อย่าเรื่องใครเรื่องมัน และงานก็ทำงานอย่างตรงไปตรงมา นึกถึงประโยชน์ส่วนรวม…”
 
หมายเหตุ ทั้งแคว้นมคธและแคว้นวัชชี สองแคว้นใหญ่ในชมพูทวีป ที่มีความยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน ผลัดกันรับผลัดกันรุก และการทำสังคายนาสามครั้งแรกก็ทำอยู่ในสองแคว้นนี้ ซึ่งจากการค้นคว้าทั้งสองแคว้นนี้อยู่ในประเทศไทย ไม่ใช่อินเดียแต่อย่างใด

อัฏฐมีบูชา – แรม ๘ ค่ำเดือน ๖

อัฎฐมีบูชา
อ้างอิงจากหนังสือ “ตีลังกา สืบหาชมพูทวีป” หน้า ๙๕-๑๐๘

วันอัฎฐมีบูชา คือ วันถวายพระเพลิงพระสรีระขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรงกับวันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๖

ปีนี้ตรงกับวันพฤหัสที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๓
วันเพ็ญเดือนวิสาขะ เป็นวันสำคัญขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ วันประสูติ ตรัสรู้ และ ปรินิพพาน
– หลังประสูติได้ ๗ วันพระพุทธมารดาพระนางสิริมหามายาก็สิ้นพระชนม์
– หลังจากตรัสรู้ องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสวยวิมุติสุข ณ บัลลังก์ใต้ต้นโพธิ์เป็นเวลา ๗ วัน
– ส่วนพิธีถวายพระเพลิงพระสรีระขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า มีขึ้น หลังจากพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานได้ ๘ วัน

พระแท่นดงรัง

เมื่อวันเพ็ญเดือนวิสาขะ พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ภายใต้ต้นรังคู่ บนพระแท่นบรรทม พระแท่นเป็นหินทึบ หน้าลาดคล้ายแท่นหรือเตียงนอน ข้างหนึ่งต่ำข้างหนึ่งสูงข้างหนึ่ง ขนาดยาว ๑๑ ศอก ๑ คืบ กว้าง ๔ ศอกเศษ มีหินวางทับซ้อนกันอยู่ มองดูคล้าย พระเขนย (หมอน) ชี้ไปยังทิศเหนือ

ต้นรังคู่

ในยามสุดท้ายแห่งราตรีวิสาขปูรณมี เพ็ญเดือน ๖ สุภัททะปริพพาชกมาขอเฝ้าพระบรมศาสดา พระอานนท์ห้ามไว้ด้วยเกรงเป็นการรบกวนพระพุทธองค์ซึ่งทรงพระประชวร แต่พระบรมศาสดาทรงอนุญาตให้เข้าเฝ้า

สุภัททะกราบทูลถามปัญหาธรรม ทรงแสดงพระธรรมเทศนา และโปรดให้อุปสมบทเป็นภิกษุจนบรรลุเป็น
พระอรหันต์ใน คืนนั้นนั่นเอง อันเป็นปัจฉิมสาวก จากนั้น ได้ตรัสแก่พระอานนท์…..
“อานันทะ ดูก่อน อานนท์ วาจาที่เราสอนคนและพระนี่ มามากมายเหลือเกิน ใช้เวลาถึง ๔๕ ปี สำนวนแห่งพระสัทธรรมเทศนานี้ก็มีมาก แต่ว่าจะสรุปรวมคำสอนทั้งหมดชั่ว ๔๕ ปีนี้ จะรวมโดยย่อว่า
“อปฺมาเทน สมฺปาเทถ สังขารทั้งหลาย ย่อมเสื่อมไปเป็นธรรมดา ขอเธอ ทั้งหลาย จงยังกิจทั้งปวงให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด…”
อันเป็นปัจฉิมพุทโธวาทแล้วเสด็จสู่มหาปรินิพพาน ในตอนย่ำรุ่งของราตรีนั้น ณ พระแท่น
กลางดงรัง


พระแท่นหันหัวไปทางทิศเหนือ และห่างจากเขาถวายพระเพลิง ๔๖๐ เมตร เขาถวายพระเพลิงสูง ๔๕ เมตรและมีมกุฎพันเจดีย์ หรือสถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระตั้งอยู่บนยอดเขา โดยอยู่ทางทิศตะวันออกของนครกุสินารา แคว้นมัลละ มกุฏพันธนเจดีย์อยู่ห่างจากสถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพานประมาณ ๔๖๐ เมตรไปทางทิศตะวันตก ตามมหาปรินิพพานสูตร แปลตรงตัวได้ว่า
“เจดีย์ผ้าพันโพกหัว” หากพิจารณาตามรูปแบบของเขาถวายพระเพลิงวัดพระแท่นดงรังวรวิหาร จะสังเกต
ได้ว่าเขื่อนหินสี่ชั้น แถวที่ใช้ในการปรับระดับพื้นที่ยอดเขาเป็น ๔ ระดับ มีรูปแบบคล้ายผ้าโพกหัว จึงเป็นไปได้ว่า ชื่อ มกุฎพันธนเจดีย์ อาจจะมีที่มาตามลักษณะ คล้ายผ้าโพกหัว ของภูเขาถวายพระเพลิงดังกล่าว โดยมิได้เป็นสถูปแต่อย่างใด

พระแท่นและเขาถวายพระเพลิง
เขาถวายพระเพลิง โดยรอบเป็นทรายสีขาวละเอียด กังกับเนรมิตไว้ กษัตริย์เมืองต่างๆ ที่มาเข้าเฝ้าเพื่อรอถวายพระเพลิง คงจะประทับบนทรายแก้วรายรอบภูเขาถวายพระเพลิง

ปัจจุบันมีวิหารสร้างครอบพระแท่นไว้ ซึ่งคงสร้างไว้นานแล้วเพราะเมื่อปีพ.ศ. ๒๓๗๖ สามเณรกลั่น ได้เดินทางไปนมัสการพระแท่นดงรังกับสุนทรภู่ ได้แต่งนิราศไว้มีความตอนหนึ่งว่า

“ถึงพระแท่นแสนสงัดเห็นวัดมี   ทั้งโบสถ์ที่ครอบพระแท่นแผ่นศิลา
กับต้นรังทั้งคู่ยังอยู่พร้อม            ดูยอดน้อมเข้ามาข้างแท่นที่แผ่นผา
ต่างชื่นชมโสมนัสยิ่งศรัทธา        ตามบิดาทักษิณด้วยยินดี
เข้าประตูดูแผ่นพระแท่นดัง         เหมือนบัลลังก์แลจำรัสรัศมี
………”
แม้แต่ต้นรังยังน้อมเค้าเคารพพระพุทธองค์


จากพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค
พระอานนท์ ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เขาทั้งหลาย จะพึงปฏิบัติในพระสรีระของตถาคตอย่างไร ฯ

ดูกรอานนท์ พึงปฏิบัติในสรีระตถาคต เหมือนที่เขาปฏิบัติในพระสรีระพระเจ้าจักรพรรดิ ฯ
ข้าแด่พระองค์ผู้เจริญ ก็เขาปฏิบัติในพระสรีระพระเจ้าจักรพรรดิอย่างไร ฯ
ดูกรอานนท์ เขาห่อพระสรีระพระเจ้าจักรพรรดิด้วยผ้าใหม่แล้วซับด้วยสำลีแล้วห่อด้วยผ้าใหม่ โดยอุบายนี้ ห่อพระสรีระพระจักรพรรดิด้วยผ้า ๕๐๐ คู่ แล้วเชิญพระสรีระลงในรางเหล็กอันเต็มด้วยน้ำมัน ครอบด้วยรางเหล็กอื่น แล้วกระทำจิตกาธารด้วยไม้หอมล้วน ถวายพระเพลิงพระสรีระพระเจ้าจักรพรรดิ สร้างสถูปของพระเจ้าจักรพรรดิไว้ที่หนทางใหญ่ ๔ แพร่ง เขาปฏิบัติในพระสรีระพระเจ้าจักรพรรดิ ด้วยประการฉะนี้แล

พวกกษัตริย์ผู้เป็นบัณฑิตเป็นต้น พึงปฏิบัติในสรีระตถาคตเหมือนที่เขาปฏิบัติพระสรีระพระเจ้าจักรพรรดิ
พึงสร้างสถูปของตถาคตไว้ที่หนทางใหญ่ ๔ แพร่ง ชนเหล่าใดจักยกขึ้นซึ่งมาลัยของหอมหรือจุณจักอภิวาท หรือจักยังจิตให้เลื่อมใสในสถูปนั้น การกระทำเช่นนั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข แก่ชนเหล่านั้นสิ้นกาลนาน ฯ

พวกเจ้ามัลละถามถึงวิธีปฏิบัติพระสรีระกับพระอานนท์เถระ แล้วกระทำตามโดยห่อพระสรีระด้วยผ้าใหม่แล้วซับด้วยสำลี แล้วใช้ผ้าใหม่ห่อทับอีก ๕๐๐ คู่ แล้วเชิญลงในรางเหล็กที่เติมด้วยน้ำมัน แล้วทำจิตกาธานด้วยดอกไม้จันทน์และของหอมนานาชนิด และพยายามจุดไฟที่เชิงตะกอน แต่ก็ไม่อาจให้ไฟติดได้ จึงสอบถามสาเหตุ พระอนุรุทธ จึงทราบว่า “เพราะเทวดามีความประสงค์ให้รอพระมหากัสสปะ และภิกษุอีก ๕๐๐ รูป ผู้กำลังเดินทางมาเพื่อถวายบังคมพระบาทเสียก่อน ไฟก็จะลุกไหม้”

IMG_0644

เมื่อพระมหากัสสปะเถระมาถึงพิธี ทันใดนั้นก็ได้เกิดปรากฎการณ์มหัศจรรย์ พระพุทธองค์ยื่นพระบาทมาให้พระมหากัสสปะกราบ หลังจากนั้น ไฟก็ลุกเอง ณ สถานที่ถวายพระเพลิงแห่งนั้น พระมหากัสสปะเป็นพระสาวกที่สำคัญ ท่านจะอยู่ปกป้องพระพุทธศาสนา ถึงแม้จะนิพพานไปแล้ว แต่สรีระของท่านจะรอพระศรีอาริย์มาถวายพระเพลิง เหมือนพระสมณโคดมรอพระมหากัสสปะมาถวายพระเพลิงเช่นกัน จากการค้นคว้าจะเห็นได้ว่า “พระมหากัสสปะ” ปัจจุบันเรียกกันติดปากว่า “หลวงปู่เทพโลกอุดร” ท่านได้ละสังขารอยู่ที่กรุงราชคฤห์ ที่ถ้ำปิปผลิ หรือ ถ้ำพระ ในอำเภอภักดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิ

สถานที่ถวายพระเพลิง อยู่บนยอดเขาถวายพระเพลิง มีมกุฎพันธเจดีย์ตั้งอยู่ ปัจจุบันตั้งอยู่ที่วัดพระแท่นดงรัง จังหวัดกาญจนบุรี
หลังจากพิธีถวายพระเพลิงเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว บรรดากษัตริย์มัลละทั้งหลายจึงได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุทั้งหมด ใส่ลงในหีบทองแล้วนำไปรักษาไว้ภายในนครกุสินารา ส่วนเครื่องบริขารต่างๆ ของ
พระพุทธเจ้าได้มีการอัญเชิญไปประดิษฐานตามเมืองสำคัญต่างๆ บรรดากษัตริย์จากแคว้นต่างๆ ที่ได้มาร่วมพิธีถวายพระเพลิงที่นครกุสินาราแห่งนี้ จึงได้ขอแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อนำกลับมาสักการะยังแคว้นของตนแต่ก็ถูกกษัตริย์มัลละปฏิเสธ จึงทำให้เกิดความขัดแย้งและเตรียมทำสงครามกัน
ในที่สุดโทณพราหมณ์ได้เข้ามาเป็นตัวกลางเจรจาไกล่เกลี่ย โดยเสนอให้แบ่งพระบรมสารีริกธาตุออกเป็น ๘ ส่วนกษัตริย์แต่ละเมืองทรงสร้างเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ตามเมืองต่างๆ แต่เนื่องด้วยพระมหากัสสปะเล็งเห็นด้วยญาณว่า พระบรมสารีริกธาตุเหล่านี้ ถ้าปล่อยให้กษัตริย์เมืองต่างๆ รักษาไว้ อาจจะสูญหายได้ภายหลัง พระมหากัสสปะจึงได้ใช้อภิญญารวมรวมพระบรมสารีริกธาตุทั้งหมด มาเก็บไว้ที่กรุงราชคฤห์ (เก็บรวบรวมไว้ ณ สถานที่หนึ่ง ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงราชคฤห์) และมีบันทึกไว้ในพระไตรปิฎกว่า ในอนาคต ปี พ.ศ.๒๑๘ จะมีกษัตริย์พระองค์หนึ่งชื่อว่า พระเจ้าอโสก จะมาเอาพระบรมสารีริกธาตุเหล่านี้ ไปบรรจุทั่วชมพูทวีป ซึ่งจะเห็นได้ว่า ปัจจุบันพระบรมสารีริกธาตุ ส่วนมากมีอยู่ในประเทศไทย (และบางส่วนอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว พม่า จีนตอนใต้) ซึ่งนั่นหมายความว่า ประเทศไทยคือ ชมพูทวีป ที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎกนั่นเอง
(หมายเหตุ พระเจ้าอโชก้า (Ashoka) หรือพระเจ้าอโศกของอินเดียประสูติปี พ.ศ.๒๓๙ นั่นหมายความว่า พระเจ้าอโสกที่เอาพระบรมสารีริกธาตุไปบรรจุทั่วชมพูทวีป ไม่ใช่พระเจ้าอโศกของอินเดีย เพราะพระเจ้าอโศกของอินเดีย (Ashoka) ยังไม่ประสูติเลย) อีกประการถ้าเป็นพระเจ้าอโศกของอินเดียคือ พระเจ้าอโสกในพระไตรปิฎก ทำไมพระองค์ไม่เอาพระบรมสารีริกธาตุไปบรรจุเมืองตัวเอง คือ อินเดีย ทำไมเอามาบรรจุที่ประเทศไทยเสียเป็นส่วนใหญ่)
เมื่อกษัตริย์โมริยะมาถึง พระบรมสารีริกธาตุถูกแบ่งไปเรียบร้อยแล้ว โทณพราหมณ์เอาทะนานทองตวงเอาธาตุพระอังคาร(ขี้เถ้า)ให้มา เมื่อได้พระอังคาร ธาตุจึงได้เดินทางกลับมาทางทิศอิสานใต้ พอถึง ภูเขาลูกหนึ่งคือภูเขาลอย มีรูปลักษณะสวยงามรูปร่างเหมือนรูปพญาครุฑนอนคว่ำหน้า จึงมีความคิดว่าน่าจะนำพระอังคารธาตุบรรจุไว้ที่แห่งนี้ เมื่อลงความเห็นเป็นอันเดียวกันแล้วได้สร้างสถานที่บรรจุพระอังคารธาตุไว้ที่ไหล่ข้างซ้ายของพญาครุฑและเปลี่ยนชื่อภูเขาลอยเป็นภูเขาพระอังคารตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา (รายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก https://www.facebook.com/Angkarn.Temple)

พระพุทธรูป ภูพระอังคาร-1  พระพุทธรูป ภูพระอังคาร
ปู่วิริยะเมฆ

ที่บรรจุพระพุทธสรีรังคาร ปัจจุบันอยู่ที่ เขาภูพระอังคาร จังหวัดบุรีรัมย์

พระประโทนเจดีย์

ส่วนที่แบ่งพระบรมสารีริกธาตุ ปัจกจุบันคือ วัดพระประโทณเจดีย์ จังหวัดนครปฐม ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นที่เก็บทะนานทองคำที่โทณะพราหมณ์ใช้แบ่งพระบรมสารีริกธาตุ
อ้างอิงจากหนังสือ “ตีลังกา สืบหาชมพูทวีป”

03 มิถุนายน 2563

การสังเกตโบราณสถานยุคพุทธกาล

การสังเกตโบราณสถานยุคพุทธกาล
อ้างอิงจาก หนังสือ “ตีลังกา สืบหาชมพูทวีป”
 
การสังเกตโบราณสถานยุคพุทธกาล.png 
 
บันไดแก้ว.jpg 
 
ในยุคพุทธกาล ส่วนมากยังคงให้หินธรรมชาติเป็นการก่อสร้าง ในยุคพุทธกาลยังไม่มีการสร้างด้วยอิฐแดง 
 
ศิลาแลง เริ่มนิยมใช้ในสมัยพระเจ้าอโสก (ในที่นี้หมายถึงพระเจ้าอโสกที่เป็นชาวชมพูทวีป ปัจจุบันคือ ประเทศไทย) เป็นต้นไป ยุคสมัยพระเจ้าอโสกมีการสร้างพุทธสถานหลายที่ เนื่องจากพระองค์รับสั่งให้กษัตริย์ทั่วชมพูทวีป สร้างสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ได้มาจากกรุงราชคฤห์ (ปัจจุบัน อยู่ที่อำเภอภักดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิ) เพื่ออัญเชิญไปบรรจุทั่วชมพูทวีป เรื่องนี้มีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎก พระบรมสารีริกธาตุที่พระมหากัสสปะรวบรวมไว้ในกรุงราชคฤห์แล้วพระเจ้าอโสกนำไปบรรจุทั่วชมพูทวีป ขณะนี้พระบรมสารีริกธาตุส่วนมากอยู่ในประเทศไทย และบางส่วนอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ลาว พม่า จีนตอนใต้ (สิบสองปันนา) เป็นต้น นั่นหมายความว่า ชมพูทวีปก็คือ ประเทศไทย และประเทศเพื่อนบ้านบางส่วน 
 
พระธาตุแช่แห้ง.png 
 
           ในช่วงแรกที่กษัตริย์ทั่วชมพูทวีป อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุไปบรรจุตามหัวเมืองต่างๆ ตามรับสั่งของพระเจ้าอโสก จะทำไม่ใหญ่ จะทำเล็ก ๆ ตัวอย่างเช่น พระธาตุแช่แห้ง จังหวัดน่าน พระธาตุแช่แห้งไม่ได้ทำการบูรณะโดยการสร้างทับของเก่า แต่จะทิ้งของเก่าไว้ด้านหน้า และสร้างองค์ใหม่ไว้ แต่ส่วนมากการบูรณะคือ การต่อเติมของเก่าขึ้นไปให้ใหญ่ขึ้น ซึงจะเกิดการสับสนว่า ของจริงสร้างเมื่อใดกันแน่ ตัวอย่างเช่น พระปฐมเจดีย์ 
 
 
พระปฐมเจดีย์.png
อ้างอิงจาก หนังสือ “ตีลังกา สืบหาชมพูทวีป” หน้า ๔๙๕-๔๙๘
พระปฐมเจดีย์ มีการบูรณะถึง ๔ ครั้ง แต่ละครั้งก็จะมีตำนานบันทึกไว้ แต่คนชั้นอ่านเจอคนละตำนานก็คิดว่า พระปฐมเจดีย์สร้างไว้ตามตำนานที่ตนอา่น พระปฐมเจดีย์ สร้างขึ้นหลังจากที่พระเจ้าอโสก (พระเจ้าอโสก ไม่ใช่พระเจ้าอโสกของอินเดียที่ฝรั่งอุปโลกน์ขึ้น แต่เป็นพระเจ้าอโสกของชมพูทวีป หรือของไทยเรา) ได้ส่งสมณทูตไปเผยแผ่ศาสนา ๙ สาย สายนี้เรียกว่า สายสุวัณภูมิ (ชาวเมืองเรียกตัวเองว่า เมือง

เถือมทอง:เจ้าคุณอ่ำวัดโสมนัส) พระปฐมเจดีย์มีการบูรณะ ๔ ครั้งดังนี้
สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๖๕ โดยพ่อขุนทองเมือง และพระลูกเจ้าเดือนเด่นฟ้า
ครั้งที่ ๑ เมื่อพ.ศ.๗๖๓ โดยพระลูกเจ้าเรืองแสงฟ้า
ครั้งที่ ๒เมื่อพ.ศ.๑๑๒๒ โดยขุนฟ้าเมืองไทย ครั้งนี้จะตรงกับเรื่องของพระยากง พระยาพาน
ครั้งที่ ๓ ราวพ.ศ. ๑๘๐๐ โดยพระศรีศรัทธา
  ครั้งที่ ๔ โดยรัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
         พระปฐมเจดีย์มีฐานเป็นศิลาแลง
 
  การบูรณะพระปฐมเจดีย์ ครั้งที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ สมัยพระยากง พระยาพาน จึงทำให้ชนชั้นหลังคิดว่า พระปฐมเจดีย์สร้างเมื่อประมาณปี พ.ศ.๑๑๒๒ เท่านั้นเอง แต่จริงๆ เป็นการบูรณะจากของเดิม
          สมัยพระเจ้าอโสก ตั้งแต่ประมาณปีพ.ศ.๒๒๐ เป็นต้นไป (ในที่นี้หมายถึงพระเจ้าอโสกที่เป็นชาวชมพูทวีป ปัจจุบันคือ ประเทศไทย ไม่ใช่อินเดีย) จะสังเกตว่า มีการก่อสร้างพุทธสถาน วัดวาอาราม เป็นจำนวนมาก และจะนิยมใช้ศิลาแลงในการก่อสร้างในยุคนั้น จะสังเกตฐานของสิ่งก่อสร้างทั้งหลายที่สร้างขึ้นในยุคพระเจ้าอโสก ฐานของสิ่งก่อสร้างเหล่านั้นจะเป็นศิลาแลง (แบบผุกร่อนมากๆ) ส่วนใหญ่จะสร้างทับที่เดิมที่เป็นศิลาแลงสมัยยุคพระเจ้าอโสกมาแล้ว สังเกตได้จะมีฐานศิลาแลงเก่ารองรับสิ่งที่สร้างขึ้นใหม่ในสมัยหลังมา หรือแม้กระทั่งโบราณสถานที่มีศิวลึงค์และฐานโยนี ก็สร้างทับสถานที่เดิมที่เคยเป็นพุทธสถานมาก่อน เช่น พระปรางค์สามยอด เป็นต้น
 
วัดอโสการาม.jpg
 
ข้อสรุป
  • ยุคพุทธกาล สิ่งก่อสร้างต่างๆ มักทำด้วยหินธรรมชาติ ยังไม่มีการสร้างด้วยอิฐแดง
  • ยุคพระเจ้าอโสก (ชมพูทวีป หรือ ประเทศไทย ไม่ใช่อินเดีย) สิ่งก่อสร้างนิยมสร้างด้วยศิลาแลง
  • สิ่งก่อสร้างที่สร้างขึ้นมาภายหลัง ส่วนมากจะสร้างทับสถานที่เดิม และบูรณะขึ้นมาใหม่
 
อ้างอิงจาก หนังสือ “ตีลังกา สืบหาชมพูทวีป” หน้า ๔๙๕-๔๙๘

เรื่องเล่า เหตุการณ์ที่เจอระหว่างค้นคว้าเรื่องพุทธประวัติในประเทศไทย

วันนี้อยากมาเล่าเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในช่วงระหว่างการค้นคว้าหาข้อมูลความจริง เกี่ยวกับพุทธประวัติในประเทศไทย ในช่วงเวลาที่ทำการค้นคว้า ส่วนมากจะเจอลูกแก้วที่มาปรากฏขึ้นมาเอง และ ลูกแก้วที่ได้จากการอธิษฐาน และในเกือบทุกสถานที่ ๆ ไป ก็จะมีคนมาคอยอธิบายว่าสถานที่นั้น ๆ สำคัญอย่างไร เกือบทุกที่ที่ไปสำรวจ

ผู้เขียนขอเล่าถึงลูกแก้วลูกแรกที่ได้มา คือ จากที่เขาคลังใน เมืองศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์
เรื่องมีอยู่ว่า ขณะนั้นรู้ว่าเมืองศรีเทพคือ เมืองปาฏลีบุตร อยู่มาวันหนึ่งจึงในใจว่า ถ้าเป็นแบบนี้จริง แล้วผู้คนไม่รู้ว่าเมืองนี้คือเมืองของพระเจ้าอโสก ฉะนั้นเราควรทำพิธีสักการะ บวงสรวง พระเจ้าอโสก ในขณะน้ันผู้เขียนไม่รู้เลยว่าบวงสรวงเค้าทำกันอย่างไร แต่เห็นมีบายศรี และมีของไหว้สักการะ เลยคิดว่าจะทำบายศรี ๙ ชั้น สำหรับไหว้พระเจ้าอโสก คิดไปว่าเปิดยู้ทู้ปไปคงทำได้แน่  เลยไปร้านเครื่องเขียนซื้อโฟม ซื้ออุปกรณ์มา และไปตลาดไปซื้อใบตองมา แล้วมาเริ่มทำ โอ้โห ยากกว่าที่คิดไว้มาก เลยนั่งทำอยู่พัก แล้วคิดว่า คงไม่สำเร็จแน่นอน จึงไปเรียกแม่บ้านจากที่ทำงานมาช่วย แม่บ้านคนหนึ่งบอกว่า ทำไม่เป็นหรอกเดี๋ยวไปเรียกแม่บ้านอีกคนที่ทำเป็นมาช่วย แล้วแม่บ้านถามว่า บายศรีเค้าไม่ทำกันง่ายๆ นะ จะเอาไปทำอะไร เลยบอกว่า จะเอาไปไหว้บูรพกษัตริย์ เค้าบอกว่า อย่างนั้นเค้าจะช่วย แล้วยังบอกอีกว่า โชคดีนะวันนี้ไม่ต้องไปรับหลาน เลยอยู่ช่วยได้ เลยให้แม่บ้านสองคนช่วย เสร็จเกือบเที่ยงคืน บายศรีสูงมากกว่าที่จะใส่ในรถ กว่าจะใส่ได้ เช้ามาต้องรีบออกไปศรีเทพ เพชรบูรณ์ เลยกะว่าออกสักตีสี่แล้วกัน พอเตรียมของเสร็จก็ออกเดินทาง และต้องพยุงบายศรีไปด้วยจนถึงเพชรบูรณ์ นอกจากนั้นยังไม่พอฝนตกหนักตลอดทาง และได้ยินข่าว่าที่โคราชน้ำท่วม โอ้โหจะทำอย่างไรดี แต่ก็พยายามไปจนถึงให้ได้ นัดกับเพื่อนไว้ที่ศรีเทพ พอไปถึงที่หมายก็คิดว่า สงสัยไม่ได้ทำแน่เลยฝนตกขนาดนี้ เลยตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์รับรู้ ขอจงเปิดทางให้ข้าพเจ้าด้วย อีกพักฝนหยุดตก เราเลยไปขออนุญาตเจ้าหน้าที่เพื่อเอาของสักการะไปไหว้



ทำบายศรี - ตีลังกา.jpg
สำรับพระอุปคุต พระเจ้าอโสก - ตีลังกา.jpg

ในตอนนั้นคิดว่า นอกจากพระเจ้าอโสกแล้ว เราสองคนได้นิมนต์รูปปั้นพระอุปคุตไปด้วย โดยนิมนต์พระอุปคุตจากสะดือทะเลมาฉันเพลด้วย หลังจากนั้นพวกเราก็ตั้งสำรับสำหรับพระอุปคุต และเครื่องสักการะ

พระเจ้าอโสกเรียบร้อย พอมาดูอีกทีแล้วคิดว่าสำรับของพระเจ้าอโสกควรอยู่ต่ำกว่าของพระอุปคุต ก็เลยยกสำรับลงมา ปรากฏว่า พอยกถาดขึ้นก็ได้เห็นลูกแก้วลูกหนึ่งสะท้อนเข้าตา เลยหยิบมา อ้าวเมื่อกี้มันไม่มีนี่หน่า มาจากไหนเนียะ ก็เลยอธิษฐานว่า ลูกแก้วนี้อาจมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้มา จึงขออนุญาตเก็บไว้
หลังจากนั้นก็ได้นิมนต์พระอุปคุตมาจากสะดือทะเลเพื่อมาฉันเพลที่จัดไว้ และก็อธิษฐานจิตไหว้พระเจ้าอโสก และบอกท่านว่า ท่านทำคุณให้พระพุทธศาสนาไว้มากมาย ลูกขอมาสักการะ และจะช่วยเอาคุณความดีของท่านกลับมา แล้วพวกเราก็นั่งสมาธิได้พัก ผู้เขียนได้อธิษฐานจิตว่า ถ้าพระเจ้าอโสกและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้รับรู้ ขอให้พระอาทิตย์ทรงกลด พอออกจากสมาธิลืมตามา แล้วมองไปยังท้องฟ้า ก็เกิดพระอาทิตย์ทรงกลดจริงๆ
พระอุปคุตเผา.jpg

เราสองคนจึงตกลงกันว่า จะเดินรอบเขาคลังในและท่องอิติปิโสไปด้วย พอเราเดินได้รอบที่สอง ก็เห็นเปลวไฟอยู่หน้าพระอุปคุต เราสองคนตกใจมาก รีบไปดู ปรากฎว่าของที่ถวายพระอุปคุตไหม้หมด พอยกดูข้างใต้มีตะปูตัวใหญ่ตอกไว้ในหินตรงนั้น เลยมองหน้ากันแล้วบอกว่า หรือว่าพระอุปคุตท่านเผาความอัปมงคลไปแล้วเสียสิ้น ทั้งผลไม้และถาดที่รองไหว้ไหม้หมด ทีแรกกะจะเอาผลไม้เก็บไว้กินเพื่อเป็นสิริมงคล จึงคิดกันว่างั้นต้องเอาไปทิ้งเสียหล่ะ แต่จะไปทิ้งที่ไหนดี เลยตัดสินใจเอาไปลอยน้ำ เราจึงเอาถาดที่ไหม้และผลไม้ไปลอยน้ำที่ท่าน้ำวัดสิงหาราม จังหวัดลพบุรี แม่น้ำไหลจากขวาไปซ้าย แต่พอเราเอาถาดสีทองและผลไม้ที่ไหม้ลงไปลอย ปรากฎว่าถาดลอยอยู่กับที่ (ผลไม้จม) แล้วก็ลอยทวนน้ำ (จากซ้ายไปขวา) แปลกมาก ระยะทางที่เราขับรถจะเอาถาดและผลไม้ไปลอย ก็ปรากฎว่า บนท้องฟ้าปรากฎเมฆรูปมังกรพ่นน้ำ และตรงปากมังกรก็มีรุ้ง และเย็นวันนั้นก็ปรากฏเมฆรูปแปลกๆ มากมาย

เมฆ.jpg

ในคืนนั้นเองผู้เขียนก็ฝัน ฝันเห็นผู้เขียนไปที่ศรีเทพอีกหน คราวนี้เห็นที่ศรีเทพมีคันนา และมีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ ผู้หญิงคนนี้ตัวเล็กๆ ผมสั้น (สั้นคล้ายๆ ผมบ๊อบสั้น) นุ่งชุดไทยโบราณ มายืนอยู่แล้วบอกกับผู้เขียนว่า “ต่อไปนี้เจ้าอยากรู้อะไร เราจะบอกเจ้าให้หมด” หลังจากนั้นผู้เขียนก็สะดุ้งตื่น แล้วก็ยกมือไหว้ขอบคุณผู้หญิงคนนั้น

ลูกแก้วพระเจ้าอโสก-ตีลังกา.jpg

หลังจากที่ได้ลูกแก้วนี้มา ผู้เขียนจึงเก็บไว้ติดตัว ลูกแก้วนี้มีความมหัศจรรย์มาก คือ จะเปลี่ยนสีได้ บางทีก็เป็นสีรุ้ง บางทีก็สีดำคล้ายนิล บางทีก็สีเขียว ข้างในเหมือนมีตัวอะไรอยู่ด้วย มีลูกตา และจะเปลี่ยนรูปร่างไปมาตลอดเวลา ตลอดเวลาที่ผู้เขียนค้นคว้าจะพกลูกแก้วนี้ไว้กับตัวตลอดเวลา หลังจากนี้ก็จะมีลูกแก้วมาปรากฎอยู่เรื่อยๆ บางลูกอยู่ในอ่างล้างหน้าที่บ้าน บางลูกอยู่ตรงโต๊ะนั่งเล่นหน้าบ้าน บางลูกอยู่ในลิ้นชักในครัว บางลูกปรากฎอยู่สถานที่โบราณ ปรากฎให้เห็นตรงนั้นเลย (ก่อนหน้าไม่มี) อย่างที่เขาคลังนอกก็แปลก วันนั้นเราสองคนไปสำรวจเขาคลังนอกอีกหน เดินๆ ไปอยู่ดีๆ เจอลูกแก้วอยู่ระดับสายตา ต่างคนต่างวิ่งไปหาลูกแก้วแล้วหยิบขึ้นมา อ้าวต่างคนต่างเห็นลูกแก้วของตัวเอง โดยที่คิดว่าทีแรกที่เราบอกว่าเราเห็นลูกแก้วปรากฏว่า ต่างคนต่างไปหยิบลูกแก้วของตัวเอง ซึ่งอีกคนมองไม่เห็นแล้วลูกแก้วของอีกคน ลูกแก้วของแต่ละคนมีสีและลักษณะต่างกันอีก (เขียว และ น้ำเงิน)

หลังจากเหตุการณ์นั้นเมื่อไปสถานที่ไหน แม้ว่าจะอยู่ในป่าหรือบางสถานที่ไม่มีคนอยู่เลย ก็จะมีคนมาหาแล้วจะอธิบายว่าสถานที่นั้นๆ สำคัญอย่างไร มีประวัติอย่างไรให้ฟัง อย่างเคยไปที่เพชรบุรี เข้าไปภูเขาไกล ๆ เพื่อไปไหว้พระบาท อยู่ดี ๆ ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งวัยรุ่น สวย ขาว มาอธิบายทุกอย่างให้ฟัง แล้วมาถามว่า พี่รู้จักสถานที่นี้ได้ไง แล้วพี่มาได้อย่างไร พี่รู้ไหมว่า มันคือเมืองลับแล ปกติคนจะขับรถผ่านไปไม่แวะเข้ามาหรอก เค้าก็เล่าว่าทุกวันพระจะมีคนได้ยินเสียงดนตรีไทย ชาวลับแลจะออกมาทำบุญ ไอ้เราก็คิดว่าโห ทำไมน้องผู้หญิงคนนี้สวยจัง ผิวไม่น่าอยู่ป่าอยู่เขาเลย แล้วทำไมรู้อะไรมากจังเลย เลยให้ทิปน้องคนนั้นไป แต่เค้าไม่ยอมเอา เลยยัดใส่มือเค้าไว้ น้องบอกว่า งั้นหนูขอเอาเงินนี้ไปทำบุญนะ เลยบอกเค้าว่าขออนุโมทนาด้วย

ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็จะมีคนๆ หนึ่งมาอธิบายและบอกความสำคัญของสถานที่นั้น ๆ บางทีผู้เขียนแปลกใจมาก โห ตรงกับพระไตรปิฎกเลย แต่บางอย่างที่รับรู้ก็ไม่สามารถบอกได้หมด บางที่พอไปถึง คนประจำสถานที่จะถามว่า มาได้อย่างไร ก็บอกเค้าไปว่า ตั้งใจมาเลย ไม่ได้มา เค้าบอกว่า ผมรู้ว่า สถานที่นี้ถ้าคุณมาได้ ไม่ใช่บังเอิญแน่นอน เค้าเลยพาไปดูสถานที่และบอกข้อมูลที่สำคัญมากมาย เป็นต้น

ลูกแก้วพระมหากัสสปะ.jpg 

ณ จุดๆ หนึ่ง ผู้เขียนรู้สถานที่ที่สำคัญ แล้วอยากเผยแผ่ออกไป แต่ในใจคิดว่า หรือว่าจริงๆ บรรพบุรุษเราต้องการปกปิดไว้ ปกปิดไว้ด้วยอาคม แล้วถ้าเรารู้แล้วเราบอกไป มันจะเป็นอันตรายต่อสถานที่ไหม ช่วงนั้นรู้สึกกลุ้มใจเป็นอย่างมาก ไม่รู้จะทำอย่างไรดี วันที่ผู้เขียนและเพื่อนได้ทราบถึงกรุงราชคฤห์ ถ้ำสัตตบรรณ และถ้ำปิปผลิ (ถ้ำของพระมหากัสสปะ) ซึ่งสองถ้ำนี้ต้องอยู่ใกล้กัน พอสืบค้นไปก็รู้ว่าถ้ำพระ ที่อำเภอภักดีชุมพล ชัยภูมิ คือถ้ำที่หลวงปู่เทพโลกอุดรมาละสังขาร ผู้เขียนเลยมั่นใจว่า พระมหากัสสปะและหลวงปู่เทพโลกอุดรคือ คนๆ เดียวกัน คือ ผู้ที่สืบสานพระศาสนาระหว่างพระพุทธเจ้าสองพระองค์ ผู้เขียนเลยอยากเข้าไปในถ้ำนี้มาก เมื่อไปถึงจึงอธิษฐานว่า พระมหากัสสปะ ถ้าถ้ำนี้คือ ถ้ำของท่านจริง และสถานที่บางสถานที่ ที่ลูกรู้และท่านอนุญาตให้เปิดเผยได้ ลูกขอเจอลูกแก้วลูกหนึ่ง (อธิษฐานในใจก่อนเข้าถ้ำ)

พวกเราเข้าไปในถ้ำโดยมีคนนำทางหนึ่งคน ที่หลวงพ่อบุญส่งให้พาพวกเราเข้าถ้ำ พวกเราเข้าไปพร้อมกับดอกบัวกำหนึ่ง คนนำทางก็พาเข้าไปในถ้ำ พาไปสวดมนต์ในถ้ำ แล้วพาเข้าไปในถ้ำลึกข้างในมีน้ำ ปรากฎว่าคนนำทางลื่นไถลลงไป เพื่อนเลยลงไปจะช่วยดึงเค้าขึ้นมา ถ้ำมืดและลื่นมาก ปรากฏว่าเพื่อนเห็นแสงแวบเข้าตา พอหยิบมาก็เป็นลูกแก้วใสมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ มีทรงแบน ในใจผู้เขียนรู้สึกได้ทันทีว่า พระมหากัสสปะท่านอนุญาตแล้ว พอเดินออกไปถึงรูปปั้นท่าน จึงบอกคนนำทางว่า ขอดอกบัวดอกหนึ่ง จะเอาไปไหว้พระมหากัสสปะ เพื่ออธิษฐานจิต พอเอาดอกบัวขึ้นไหว้บอกว่า ลูกถือว่า ท่านอนุญาตแล้ว ที่ลูกจะเอาสถานที่บางสถานที่บอกผู้คน ลูกจะไม่ขอให้เจอลูกแก้วอีกเพื่อเป็นการยืนยันอีก เพราะมันจะเหมือนการโลภไป หลังจากไหว้ยังไม่ทันลืมตา เพื่อนบอกว่า อ๋อๆ ดูสิ ลูกแก้วเต็มไปหมดเลย เท่านั้นผู้เขียนก็เก็บลูกแก้วบางส่วนมา แล้วถามคนนำทางว่า เอาไปได้ไหม คนนำทางบอกว่า ให้ไปถามพระอาจารย์ก่อน ขาออกจากถ้ำเลยกลับไปถามท่านว่า ลูกแก้วนี้จะเอาไปได้ไหม ท่านบอกว่า เอาไปเหอะ เค้าให้โยม มันเป็นของโยม เพราะปกติมันจะไม่มีลูกแก้วอยู่ตรงนั้นนะ ก็เลยกราบท่านแล้วหยิบเอาลูกแก้วไป (ทั้งหมด ๘ ลูก) พอเอาไปล้าง ลูกแก้วเหล่าน้ันสวยมาก

หลังจากที่ออกจากถ้ำคนนำทางถามว่า จะไปอีกถ้ำไหม ถ้ำนี้ซับซ้อนกว่าเดิมมาก ผู้เขียนไม่อยากลงรายละเอียด แต่รู้ว่าพวกเราหลงอยู่ในถ้ำ เพราะผู้เขียนไปพบฟันคนโบราณแล้วเก็บไว้กะจะเอามาศึกษา และเมื่อทิ้งไป อีกสักพักใหญ่จึงหาทางออกได้

ลูกแก้ววัดมเหยงคณ์.jpg

เรื่องลูกแก้วนี้มาตลอดในช่วงระยะเวลาค้นคว้าเรื่องพระพุทธศาสนาในประเทศไทย แม้กระทั้งที่วัดมเหยงคณ์ ผู้เขียนไปกราบตรงเจดีย์วัดมเหยงคณ์ และผู้เขียนอธิษฐานว่า ถ้าเรื่องที่ลูกค้นคว้ามานี้ถูกต้อง สถานที่นี้คือ มหิยังคณ์อย่างที่้ค้นคว้ามา ลูกขอเจอลูกแก้วด้วยเถิด หลังจากนั้นไม่ถึงสองนาที ลูกแก้วปรากฎอยู่ตรงเจดีย์ระดับสายตาพอดี ผู้เขียนเลยเข้าไปกราบอย่างดีใจมาก

บวงสรวงครูบอาจารย์_200128_0020.jpg

การที่ผู้เขียนได้ทำเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธองค์และประวัติพระพุทธองค์ ผู้เขียน (วัชรจักร) ได้ทำการขออนุญาตพระพุทธองค์และครูบาอาจารย์รวมทั้งบรรพบุรุษและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตลอดมา ตั้งแต่เริ่มค้นคว้าก็ทำการขออนุญาต เริ่มเขียนหนังสือก็ทำการขออนุญาต ระหว่างเขียนหนังสือทุกวันจะสวดมนต์และอธิษฐานว่า “ขออาราธนาองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า มาเป็นประธานในการทำหนังสือครั้งนี้ . . . เพื่อนำพระพุทธศาสนากลับสู่มาตุภูมิ” ทำแบบนี้ก่อนลงมือเขียนหนังสือตลอด และเมื่อเขียนหนังสือก่อนที่จะเผยแพร่ออกไป ก็ได้ทำพิธีแห่พระพุทธเจ้าเปิดโลก เพื่อขอนุญาตพระพุทธองค์ให้เปิดพุทธประวัติของพระพุทธองค์ เพราะเราเป็นแค่คนธรรมดาการที่จะทำอะไรกับของสูงต้องขอนุญาตและให้เป็นไปตามพุทธบารมีกำหนดให้เป็นไป

00c742968be4ee55853f8ba4795e078552e6c40.jpg

ผู้เขียนและเพื่อนๆ ญาติธรรมที่ได้ทำพิธีแห่พระพุทธเจ้าปางเปิดโลก เริ่มต้นจากวัดชนะสงคราม และเริ่มทำพิธีหน้าวัดพระแก้ว และอัญเชิญพระธรรมจักรดอกไม้ไว้ตามสถานที่สำคัญต่างๆ เช่น ถ้ำนารายณ์ วัดเขาวง สระบุรี, วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรี, เขาคลังนอก เพชรบูรณ์ และพวกเราได้ถวายพระไตรปิฎกหนึ่งชุด พร้อมทั้งพระธรรมจักรหินไว้ที่ถ้ำแก้ว หรือถ้ำสัตตบรรณคูหา อยู่ที่อำเภอภักดีชุมพล ชัยภูมิ และได้ถวายสังฆทานและผ้าห่มของพระมหากัสสปะ (หลวงปู่เทพโลกอุดร) พร้อมไม้เท้าไว้ที่ถ้ำพระ ที่อยู่ใกล้กัน

ผู้เขียนขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่ได้ร่วมบุญใหญ่ในครั้งนี้
สิ่งเหล่านี้ผู้เขียนได้กระทำไว้แล้ว และดีใจมากที่ได้ทำไว้ก่อนโรคระบาดจะเกิดขึ้นในโลกนี้ ในปีนี้
(พ.ศ.๒๕๖๓) แม้แต่งานบุญใดๆ ประเทศไทยแทบจะไม่ได้ทำกันเลย อย่างน้อยผู้เขียนได้การขออนุญาต
พระพุทธองค์อย่างเป็นทางการแล้ว

บันทึกไว้ก่อนวันวิสาขะบูชา (พุธที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๓)

เรื่องมนุษย์ต่างดาวครองโลกได้นานแล้ว - เรื่องเล่า

เรื่องนี้เขียนไว้นานแล้ว แต่ไม่ได้เอามาลง เห็นมีเรื่องยานอะไรต่างดาวเข้ามา เลยตัดสินใจเอามาลง ลองอ่านดูจ้า
 
เรื่องมนุษย์ต่างดาวครองโลกได้นานแล้ว

พวกเราต่างพูดถึงมนุษย์ต่างดาวกันในแง่มนุษย์โลกอื่นที่เข้ามาเยือนไม่ว่าในรูป ufo หรืออะไรก็ตามที่พวกเราคิดกันว่าเป็นมนุษย์ดาวอื่นๆ แต่หารู้ไม่ว่าเราถูกมนุษย์ต่างดาวเข้ามานานแล้ว มาผสมปนเปกับมนุษย์เผ่าพันธุ์พื้นเมืองของโลกเรา ข้าพเจ้าคิดว่ามนุษย์ต่างดาวรุ่นแรกๆ มาลงที่ทวีปอาฟริกา แล้วค่อยกระจายขึ้นไปทางยุโรป ถ้าเราสังเกตดีๆ มนุษย์พื้นเมืองของโลกจะมีผิวสีดำแดง แบบคนไทยเรา หรือถ้าจะขาวก็ไม่ขาวแบบฝรั่ง ถ้าพูดอีกแง่หนึ่งฝรั่งไม่น่าเป็นชนพื้นเมืองของโลกเราเลย ดูจากสรีระภายนอก แขนขา กระโหลก ผิดจากมนุษย์พื้นเมืองดั้งเดิมของโลกเรา หรือแม้ลองไปศึกษามนุษย์พื้นเมืองของยุโรปก็ไม่ได้มีลักษณะเหมือนฝรั่งปัจจุบันแม้แต่นิด ตาก็สีฟ้า สีเขียว ไม่เหมาะกับแสงอาทิตย์ของโลกเรา ผิวก็ขาวโดนแสงมากก็ไม่ได้ ความคิดความอ่าน เทคโนโลยี่ ต่างไปจากมนุษย์พื้นเมืองโลกเรามากโดยสิ้นเชิง

มนุษย์ที่มาจากดาวอื่นพวกแรกๆ นี้ (แต่น่าจะมีการลงมาหลายครั้งหลายหน จากหลายดาว) คงมาลงแถบ
อาฟริกา แถบอียิปต์ด้วย แล้วก็นำเทคโนโลยีต่างๆ มา เช่น การสร้างปิรามิด การสร้างวัตถุที่ใหญ่โต การตัดหินใหญ่ๆ หรือเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไป อย่างภาพที่สลักในปิรามิด จะเห็นเป็นยานคล้ายๆ ufo พวกนี้อาจมาหลายเผ่า เช่น พวกฝรั่งผิวขาว พวกอียิปต์ที่มีหัวกระโหลกยาวๆ (ปัจจุบันนี้ก็ยังเห็นอยู่ แต่อาจไม่ยาวเหมือนในรูป) และพวกผิวดำในอาฟริกา ในที่นี้หมายถึงพวกผิวดำมากๆ ที่ไม่ใช่ดำแดง ส่วนพวกผิวดำแดงเผ่าพื้นเมืองในอาฟริกาก็มี พวกนี้คือพวกเผ่าพื้นเมืองของโลกเรา

สรุปง่ายๆ พวกต่างดาว คือ พวกคนผิวขาวหรือพวกฝรั่ง พวกคนในอาฟริกากระโหลกยาวๆ พวกคนผิวดำสนิท หรืออื่นๆ ที่ข้าพเจ้าอาจยังไม่ได้สังเกต

พวกต่างดาวผิวขาว(ฝรั่ง)มา ก็ได้เอาชนชั้นทำงานเข้ามาด้วยคือพวกคนผิวดำ และเข้ามาตั้งถิ่นฐานในอาฟริกาเริ่มแรก และอพยพขึ้นไปยุโรป เป็นไปไม่ได้เลยที่มีทฤษฎีที่บอกว่า ทีแรกพวกฝรั่งผิวดำแดงพออพยพขึ้นยุโรปผิวเปลี่ยนสีเป็นผิวขาว ตาเปลียนสีเป็นสีฟ้า เขียว เทา หรืออื่นๆ รูปร่างเปลี่ยน
แล้วพวกต่างดาวผิวขาวก็เริ่มจะไปหาถิ่นฐานที่ตั้ง (แต่จะอยู่ในยุโรปมากเพราะเหมาะสมกับผิวที่รับแสงไม่ค่อยได้ ไม่ค่อยมีแดด หรือแถบเหนือเส้นศูนย์สูตรไปมากๆ เช่นในรัสเซีย) หลังจากที่ตั้งถิ่นฐานแล้ว ก็เริ่มรุกรานไปที่ต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งมีคนพื้นเมืองของโลกเราอาศัยอยู่ สังเกตอารยะธรรมของพวกต่างดาวนี้ กับพวกชนเผ่าพื้นเมืองของเราต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ชนเผ่าพื้นเมืองของโลกเราอารยะธรรมจะคล้ายๆ กัน จะมีความเจริญทางจิตมากกว่าพวกต่างดาว (เช่นเรามีพุทธศาสนา เป็นต้น) พวกนี้จะเริ่มแผ่อาณานิคมและไปยึดครองพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก ใช้เล่ห์กลหรือกลยุทธ์ต่างๆ อย่างมากมาย เพื่อยึดครองพื้นที่ที่ชาวพื้นเมืองโลกเราอาศัยอยู่เป็นเมืองขึ้น ดูในทวีปอาฟริกาเข้าไปยึดครองคนชนพื้นเมืองอยู่อีกระดับ กดขี่อย่างมาก หรือระรานเข้ามาในเอเชีย แล้วเขียนทฤษฎีโน่นนี่ทำให้คนในโลกนี้เชื่อตาม แล้วถือความชอบธรรมยึดบ้านยึดเมืองเค้า

แล้วพวกที่มาวับๆ แวมๆ หรือ ufo ที่เราคิดกัน คือ พวกที่หวังจะเข้ามาอีกไง เข้ามาดูลาดเลา ไอ้พวกที่มาตั้งถิ่นฐานแล้ว ก็มาจากหลายที่ บางดาวเคยทะเลาะกัน ก็ยังมาทะเลาะกันต่ออีก ยิว ฝรั่ง อะไรเงี๊ยะ
เราจะยอมให้มนุษย์ต่างดาวมีอำนาจเหนือเราหรือ?

พระเจ้าอนุรุทธกษัตริย์เมืองอริมัททนะปีพ.ศ.๑๒๐๐ และ พระเจ้าอนุรุทธ-อโนรธามังช่อ ปี พ.ศ.๑๖๐๐

พระเจ้าอนุรุทธกษัตริย์เมืองอริมัททนะปีพ.ศ.๑๒๐๐ และ พระเจ้าอนุรุทธ-อโนรธามังช่อ
ปี พ.ศ.๑๖๐๐

อ้างอิงจากหนังสือ “ตีลังกา สืบหาชมพูทวีป” หน้า ๔๘๒-๔๘๘

ผู้เขียนสังเกตได้ว่า เป็นที่สับสนกันมาก ระหว่างกับพระเจ้าอนุรุทธ ๒ พระองค์นี้เป็นอย่างมาก
พระองค์แรก คือ พระเจ้าอนุรุทธธรรมมิกราช กษัตริย์ผู้ครองนครอริมัททนะ เหตุการณ์เกิดขึ้นราวปีพ.ศ.๑๒๐๐ หรือยุคพระนางเจ้าจามเทวีนั่นเอง (ช่วงนี้เป็นยุคมืดของไทยโบราณ พุทธศาสนาโดนรุกรานจากพวกขอมดำ มีการทำลายวัดวาอารามและพระพุทธรูป โดยเฉพาะศูนย์กลางพระพุทธศาสนา คือ ละโว้สมัยนั้น และเอาศิวลึงค์ตั้งแทนในหลายสถานที่ของพุทธ จนกระทั่งพระนางเจ้าจามเทวี ต้องอพยพผู้คน รวมทั้งพระไตรปิฎกไปตั้งเมืองใหม่ ที่นครหริภูญชัย) พระเจ้าอนุรุทธ พระองค์นี้มีบทบาทหลายอย่าง เช่น เป็นผู้ที่มาคัดลอกพระไตรปิฎกจากลังกา เป็นผู้ที่มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก และเป็นผู้ที่มีอภิญญา มีฤทธิ์ ฯลฯ

ส่วนพระเจ้าอนุรุทธอีกพระองค์ ในพงศาวดารเหนือเรียกพระนามพระองค์ว่า “อโนรธามังช่อ” ที่มีบทบาทในช่วงปี พ.ศ.๑๖๐๐ (ประสูติพ.ศ.๑๕๕๘) เป็นกษัตริย์ของรามัญ และเป็นผู้ที่มีความเลื่อมใสในพุทธศาสนามาก ทางลังกาทวีปได้นิมนต์พระจากอารมณะประเทศ เพื่อมาบรรพชาอุปสมบทให้พระในลังกา เป็นครั้งแรกที่ลังกาสิ้นสมณวงษ์ จนต้องไปนิมนต์พระสงฆ์ประเทศอื่นมาให้อุปสมบทจึงกลับมีสงฆมณฑลขึ้นอีก (กรมพระยาดำรงราชานุภาพ)

พระเจ้าอนุรุทธ พระเจ้าอนุรุทธธรรมมิกราช กษัตริย์เมืองอริมัททนะ คือใคร? และมีความสำคัญอย่างไร?
 
๑. ครองราชย์อยู่ประมาณปี พ.ศ.๑๒๐๐ ร่วมสมัยกับพระนางเจ้าจามเทวีปฐมกษัตรีย์แห่งหริภูญชัย

๒. เป็นกษัตริย์ของเมือง “อริมัททนะ” หรือ “ปุณณะกาม”
ข้อสันนิษฐานแหล่งต่าง ๆ เกี่ยวกับกรุงอริมัททนะ
– เมืองนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ปัจจุบัน (พระธรรมบาล)
– กรุงอริมัททนะ(สะโตง), อาณาจักรหงสาวดี (เสนีย์อนุชิต)
– ชินกาลมาลีปกรณ์ และพงศาวดารเหนือ เข้าใจว่า เมืองอริมัททนะ เป็นเมืองพุกาม พม่า
– ปุณณะกาม อาจหมายถึง ปุณณะคาม บ้านของพระปุณณะ คือ เพชรบุรี (ผู้เขียน/วัชรจักร)

๓. เป็นผู้ที่มีอภิญญา

๔. เป็นบุคคลที่มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า (ความเหมือนของพระเจ้าอนุรุทธ ทั้งสองพระองค์)

๕. เดินทางจากกรุงอริมัททนะไปลังกาเพื่อคัดลอกพระไตรปิฏก (ความเหมือนของพระเจ้าอนุรุทธ ทั้งสองพระองค์)

๖. เดินทางจากกรุงอริมัททนะไปขอพระพุทธรูปหินดำจากพระเจ้ามโนหารราช เมืองรัมมะ (เมืองรามัญ พม่า) พระเจ้ามโนหารปฏิเสธ จึงเกิดการสู้รบ และพระเจ้ามโนหารถูกจับตัวไว้ในเมืองอริมัททนะจนสิ้นพระชนม์ พระเจ้ามโหหารสร้างพระพุทธรูปปางไสยยาสน์ไว้บูชาองค์หนึ่งมีขนาดใหญ่มากในกรุงอริมัททนะ

๗. กษัตริย์เมืองมหานคร (กำแพงเพชร:ผู้เขียน) มอบพระพุทธรูปหินดำไว้ให้สักการะ และหลังจากนั้นพระเจ้าอนุรุทธประทานแก่พระนางเจ้าจามเทวีแห่งนครหริปุญชัย

๘. พระเจ้าอนุรุทธพระองค์นี้ คนละองค์กับ “พระยาสักรดำ” สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรุงกษัตริย์เมืองตักศิลามหานคร ทรงพระนามชื่อ “พระยาสักรดำมหาราชาธิราช” คือ ผู้ที่ตั้งจุลศักราช (เมื่อปีพ.ศ.๑๑๘๑) เป็นเจ้าเมืองตักศิลา สวรรคตในปีพ.ศ.๑๑๘๒ เรื่องการตั้งจุลศักราชผู้เขียนได้เขียนไว้ก่อนหน้าเรื่องวันสงกรานต์ (การตั้งจุลศักราชทำในวันสงกรานต์ วันปีใหม่ของชาวไทย) ส่วนพระเจ้าอนุรุทธ เป็นกษัตริย์เมืองอริมัททนะพระเจ้าอนุรุทธ (พ.ศ.๑๖๐๐) กษัตริย์พม่าเรียกว่า “พระเจ้าอโนรธามังช่อ” เป็นผู้ที่เอาพระไตรปิฎก ๓๐ ชุดจากเมืองสะเทิมไปเผยแผ่ที่พุกาม พร้อมกับช้างเผือกและทำให้ศาสนาพุทธเจริญอย่างมากในพุกาม และมีความตั้งใจจะไปตีเมืองละโว้ โดยขณะนั้นละโว้มีกษัตริย์ครองราชย์ชื่อ พระเจ้าจันทโชติ พระอัครมเหสีชื่อเจ้าฟ้าปฏิมาสุดาดวงจันทร์ พระพี่นางคือ เจ้าฟ้าแก้วประพาฬ และมีการเจรจาสัมพันธไมตรีโดยถวายพระพี่นางเจ้าฟ้าแก้วประพาฬให้พระจ้าอโนรธามังช่อให้เป็นอัครมเหสี และหลังจากนั้นเมืองละโว้และเมืองสะเทิมก็เป็นไมตรีกัน

พระเจ้าอนุรุทธ.png


คัมภีร์มหาวงษ์ พงศาวดารลังกาและคัมภีร์อื่นๆ ทางพุทธศาสนา

คัมภีร์มหาวงษ์ พงศาวดารลังกาและคัมภีร์อื่นๆ ทางพุทธศาสนา
อ้างอิงจากหนังสือ “ตีลังกา สืบหาชมพูทวีป” หน้า ๒๐๕ – ๒๒๓

คัมภีร์มหาวงษ์ พงศาวดารลังกา เป็นคัมภีร์ที่กล่าวถึงลังกาทวีป หรือเกาะลังกา จากการค้นคว้าจะพบว่า เกาะลังกา ตั้งอยู่ในประเทศไทยบริเวณจังหวัดลพบุรี สระบุรี และพระนครศรีอยุธยา เพราะฉะนั้นคัมภีร์มหาวงษ์ เป็นคัมภีร์ของไทย กล่าวถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่เรียกว่าประเทศไทย เมื่อในสมัยโบราณ
คัมภีร์มหาวงษ์ เชื่อถือได้ถึงปริเฉทที่ ๓๘ เท่านั้น แบ่งเป็นเล่มที่ ๑ และ ๒ โดยพระมหานาม และรัชกาลที่ ๑ แปลจากภาษาบาลีเป็นภาษาไทยปริเฉทที่ ๑-๓๘ เท่านั้น
 
ส่วนเล่มที่ ๓ ผู้เขียนคาดว่าเป็นเรื่องราวที่แต่งขึ้นใหม่ เป็นเรื่องราวของซีลอน (ศรีลังกา) ไม่ใช่ของลังกาทวีป (ประเทศไทย) แต่อย่างใด

ผู้เขียนมีข้อสังเกตหลายประการว่า เล่มที่ ๓ ที่มีการแต่งขึ้นใหม่ บางปริเฉทก็ไม่ปรากฎผู้แต่ง และมีการแต่งซ้ำปริเฉท ๓๗ และ ๓๘ ที่พระมหานามได้แต่งไว้ แต่เนื้อหาจะไม่ตรงกับของเดิมและมีการแต่งเพิ่มขึ้นมา และบางปริเฉทก็หายไป เช่น ปริเฉทที่ ๔๐

เนื้อหาของมหาวงษ์ที่พระมหานามแต่งขึ้น เป็นการบรรยายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในลังกาทวีป (ประเทศไทย) เริ่มตั้งแต่พระเจ้าวิชัยปฐมกษัตริย์แห่งลังกา ถูกพระราชบิดา (สีหพาหุ) เนรเทศมาจากสิงห์บุรี พร้อมกับบริวารทั้ง ๗๐๐ แล้วมาขึ้นที่เกาะฝ่ามือแดง สันนิษฐานว่า คือ เขาทับควาย ขณะนั้นภูมิประเทศแถวลพบุรี เป็นทะเล (ทะเลที่ไม่ลึก) ไปมาหาสู่กันได้ไม่ลำบาก

มหาวงษ์ตั้งแต่ปริเฉทที่ ๓๙ เป็นต้นไป เป็นเรื่องราวที่แต่งขึ้นใหม่ เพื่อให้เข้ากับเรื่องราวของซีลอน (ศรีลังกาปัจจุบัน) ซึ่งถ้าไม่พิจารณาให้ดี จะเห็นว่าเป็นเนื้อเรื่องเดียวกัน แต่ไม่ใช่เลย มหาวงษ์ฉบับของพระมหานาม มีเรื่องราวที่บ่งบอกขนบธรรมเนียมประเพณีไทย เช่น การกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ พิธีมูรธาภิเษกหรือน้ำรดพระเศียร ในงานราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์ขณะราชาภิเษก และขณะขึ้นครองราชย์จะมีราชครู ที่เป็นครูบาอาจารย์ที่นับถือกันถูกแต่งตั้งให้เป็นพระมหาบรมอรรคราชครูประจำพระองค์ ดังคำที่ว่า “กษัตริย์สากยราชเมื่อยังทรงพระเยาว์อยู่นั้น กราบนมัสการพระมหาอรรคราชครู ครั้นได้มุทธาภิเษกเป็นบรมกษัตริย์แล้วก็จะไม่กราบนมัสการ แต่จะยกพระหัตถ์ขึ้นประนมไหว้พระมหาบรมอรรคราชครูเท่านั้น พระบาลีว่า เอสา ธัมมตา” อีกทั้งเครื่องราชกกุภัณฑ์ของกษัตริย์ ฯลฯ จะสังเกตได้ว่า สิ่งเหล่านี้เป็นของบรรพบุรุษไทยที่สืบเนื่องกันมาตั้งแต่ช้านาน และสืบทอดมาจนปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้เป็นประเพณี ราชประเพณีของไทยแต่โบราณ คงจะเป็นที่อื่นไปไม่ได้

คัมภีร์อื่นๆ ก็เช่นกัน เป็นการเขียนมาทีหลัง เช่น ทีปวงศ์ สุวรรณปุรวงศ์ ฯลฯ
สุวรรณปุรวงศ์ เป็นการเขียนขึ้นมาทีหลัง จะเขียนเกี่ยวกับพระเจ้าอโสกว่า ประสูติเมื่อพ.ศ.๒๓๙ และพระราชนัดดาของพระเจ้าอโสก ได้มาเป็นต้นตระกูลของราชวงศ์โคตมะ (อ้างอิงจากเสนีย์อนุชิต) เรื่องราวการค้นคว้าของอ.เสนีย์ฯ ผู้เขียนเห็นด้วยคือ ราชวงศ์โคตมะ มาจากหลานของพระเจ้าอโสก แต่คงไม่ใช่พระโอรสของพระสังฆมิตตาเถรีกับพระอัคคีพลแน่นอน  เพราะหลานพระเจ้าอโสกองค์นี้คือ พระสุมนสามเณร ที่ไปกับพระมหินทร์และพระสังฆมิตตาเถรีไปเผยแผ่ศาสนาในลังกา น่าจะเป็นหลานพระเจ้าอโสกที่เกิดขึ้นกับสนมองค์อื่นมากกว่า เพราะในตำราเมืองไทยหลายตำรา เช่น โคตรน่านเจ้า ก็มีบันทึกไว้ เพราะสุวรรณปุรวงศ์ เป็นหนังสือที่เขียนขึ้นมาใหม่เพื่อสนับสนุนถึงพระเจ้าอโสกองค์ที่ฝรั่งอุปโลกน์ขึ้นมาว่า เป็นคนอินเดีย

ถ้าสังเกตให้ดี คัมภีร์ที่เขียนมาทีหลังเพื่อสนับสนุนว่าพระเจ้าอโสกเป็นคนอินเดีย พระพุทธเจ้าเป็นคนอินเดีย อยู่ในอินเดีย จะใส่พ.ศ.เกิดของพระเจ้าอโสกที่ผิดไปจากพระอรรถกถา หรือตำนานโบราณ หรือคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา อย่างที่เคยอธิบายไว้แล้วว่า ฝรั่งเขียนให้พระเจ้าอโสกประสูติปีพ.ศ.๒๓๙ แต่ลืมนึกไปว่า ผลงานชิ้นโบว์แดงของพระเจ้าอโสกคือ การสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๓ ซึ่งทำเมื่อปีพ.ศ.๒๓๕ และ การเผยแผ่พระศาสนาไปอีก ๙ สาย เหล่านี้ล้วนทำก่อนพระเจ้าอโสกที่อินเดียจะประสูติทั้งสิ้น แล้วพระเจ้าอโสกที่อินเดียจะเป็นศาสนูปถัมภกหรือ??? คำตอบคือ ไม่ใช่แน่นอน

ผู้เขียนสังเกตอีกว่าว่า บางท่านเขียนเรื่องราวบรรยายเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาก็จะบอกว่า พระอรรถกถาเขียนไว้พ.ศ.นี้ แต่ฝรั่งบอกพ.ศ.นี้ (บอกสองอย่าง คือ พ.ศ.แบบชาวพุทธบันทึก และ พ.ศ.แบบฝรั่งบอก) อย่างนี้เป็นต้น และจะมาบอกว่า เราชาวพุทธนับพ.ศ.ผิด เรานับผิดไปเกือบ ๖๐ ปี ก็เป็นเพราะเหตุนี้ เพราะว่า ฝรั่งมาเขียนให้พระเจ้าอโสกประสูติหลังการทำสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๓ เมื่อพ.ศ.๒๓๕ ถึง ๔ ปี พอทุกอย่างไม่ลงตัวก็มาบอกว่า เราชาวพุทธนับพ.ศ.ผิดไปเสียอีก ลองเอาเรื่องนี้ไปพิจารณากันดูให้ดี
บ้านเมืองเรามีผู้ทรงความรู้มากมาย มีพระอริยะเจ้ามาโดยตลอด ท่านเหล่านั้นคงทราบดีว่า อะไรผิดอะไรถูก แต่ปัจจุบันพอฝรั่ง (ที่ไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา) มาบอกว่า คนไทยพุทธนับพ.ศ.ผิด ที่ถูกต้องเป็นอย่างที่เค้าอยากให้เป็น (ห่างไปเกือบ ๖๐ ปี) เพื่อเอาพระเจ้าอโสกและพระพุทธเจ้าไปอยู่อินเดีย คนพุทธรุ่นใหม่ๆ ก็เชื่อไปตามกระแสที่เค้าสร้าง โดยไม่กลับมาพิจารณาความเป็นจริง

กลับมาเรื่องคัมภีร์มหาวงษ์ เป็นที่สังเกตอีกอย่าง รัชกาลที่ ๑ ท่านทรงแปลแค่ปริเฉท ๑-๓๘ ที่เป็นข้อมูลที่ถูกต้องเท่านั้น ส่วนที่เหลือ (ปริเฉทที่ ๓๙ เป็นต้นไป)  เรื่องจริง เรื่องไม่จริง ถ้าเราอ่านผ่านๆ จะมองแทบไม่ออกเลย แต่ถ้าลองมาศึกษาแล้วเปรียบเทียบ สอบกลับกับคัมภีร์อื่นๆ ทางพระพุทธศาสนา จะเห็นได้ว่า มีการแต่งคัมภีร์หลายคัมภีร์ เพื่อให้บิดเบือนไปจากความเป็นจริง

มหาวงษ์.png