03 มิถุนายน 2563

เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี

เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี
อ้างอิงจากหนังสือ “ตีลังกา สืบหาชมพูทวีป” หน้า ๑๐๙-๑๒๗


IMG_0409.JPG

ในสมัยพุทธกาล หรือเมื่อกว่า ๒๖๐๐ ปีมาแล้ว (ปัจจุบันพ.ศ.๒๕๖๓) เมืองเวสาลี เป็นเมืองที่มีความแข็งแกร่งยิ่งนัก เนื่องจากชาวเมืองมีความสามัคคีกันมาก ยากที่จะทำให้แตกได้ เวสาลีปกครองโดยกษัตริย์ลิดฉวี กว่าที่พระเจ้าอชาตศัตรูกษัตริย์มคธ จะตีเอาเมืองเวสาลีได้ ต้องมีการวางอุบาย โดยส่ง “วัสสการพราหมณ์” ไปเข้าไปเป็นไส้ศึก ยุแหย่คนในพระราชสำนักของกษัตริย์ลิดฉวี จนเกิดแตกความสามัคคี จนทำให้บ้านเมืองอ่อนแอและแตกพ่ายในที่สุด เป็นที่มาของ “สามัคคีเภทคำฉันท์”

กษัตริยมคธได้มีการปิตุฆาตกันหลายครั้งหลายครา จนกระทั่งอำมาตย์วงศ์สูนาค เชื้อสายของกษัตริย์ลิดฉวี แคว้นวัชชี ได้ทำการยึดแคว้นมคธและตั้งราชวงศ์สูนาค อีกต่อมาสองรัชกาล พระเจ้ากาฬโศกทรงกระทำ “การสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๒” เมื่อพ.ศ.๑๐๐ ที่กรุงเวสาลีแคว้นวัชชี (ซึ่งตอนนั้นขึ้นอยู่กับแคว้นมคธ ปกครองโดยราชวงศ์สูนาค) หลังจากนั้นก็มีการย้ายเมืองหลวงกลับมาที่ปาฏลีบุตรอีกครั้งหนึ่ง สรุปแล้วสังคายนาสองครั้งที่ผ่านมาทำอยู่ที่แคว้นมคธทั้งสิ้น (แม้กระทั่งครั้งที่ ๓ ที่เมืองปาฏลีบุตรแคว้นมคธ) ไม่แปลกใจว่าทำไมภาษาที่ใช้ในทางพุทธศาสนาจึงเป็นภาษามคธ

เมืองไพศาลี (เวสาลี) จึงมีความสำคัญมาก เป็นเมืองหลวงของแคว้นมคธในช่วงระยะหนึ่ง เมืองเวสาลี มีความสำคัญ ดังนี้
๑. เป็นสถานที่ทำการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๒ เมื่อปีพุทธศักราช ๑๐๐
๒. เคยเป็นเมืองหลวงของแคว้นมคธระยะหนึ่ง
๓. เป็นเมืองที่มีความแข็งแกร่ง ประชาชนมีความสามัคคี ยากต่อการถูกโจมตี
๔. สมัยพุทธกาลเกิดโรคระบาด ภัยแล้ง ข้าวยากหมากแพง พระพุทธเจ้าเสด็จพระราชดำเนินจากกรุงราชคฤห์ (สันนิษฐาน คือ อำเภอภักดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิ)ไปกำจัดภัยต่าง ๆ ให้พระอานนท์สวดรัตนสูตร และทำน้ำมนต์ประพรมรอบเมือง
๕. เป็นเมืองที่พระพุทธเจ้าทรงปลงสังขาร ที่ปาวาลเจดีย์ ในวันมาฆะบูชา ขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๓ ว่าพระองค์จะไปปรินิพพานที่เมืองกุสินารา (วัดพระแท่นดงรัง จังหวัดกาญจนบุรีปัจจุบัน) จึงเป็นที่มาของพระพุทธรูปปาง “นาคาวโลก” ฯลฯ

IMG_0471.JPG
IMG_0473.JPGIMG_0474.JPGIMG_0490.JPGIMG_0507.JPG

สันนิษฐานว่า เมืองเวสาลี ปัจจุบันตั้งอยู่เมืองเก่าเวสาลี อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ ปัจจุบันอำเภอไพศาลี ได้พบหลักฐานต่างๆ มากมาย จาก มีหลักฐานตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ลงมาเรื่อย ถึงสุโขทัย อยุธยา จนถึงปัจจุบัน จากคำบอกเล่าของ “อาจารย์ณรงค์ศักดิ์ สนิทม่วง” ท่านได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของเมืองนี้เป็นอย่างดี และอธิบายให้ผู้เขียนฟังดังกล่าว

ในสมัยพุทธกาลดินแดนที่เป็นประเทศไทยปัจจุบัน ได้แบ่งเป็นแคว้นต่างๆ และเรียกกันว่า ชมพูทวีป และเมื่อในสมัยอยุธยาเดินแดนตรงนี้ เรียกว่า “สยาม” และชาวตะวันตกก็รู้ดีว่าสยาม ตั้งอยู่ในชมพูทวีป แต่มาโยกย้ายชมพูทวีปไปประเทศอินเดียปัจจุบัน เมื่อไม่นานมานี้เอง สมัยนางคันนิ่งแฮม ชาวอังกฤษอยู่ดีๆ ไปพบฮินดูสถานที่อินเดียแล้วอุปโลกน์ว่าคือ พุทธสถาน

IMG_0578.JPG

สมัยพุทธกาลชาวชมพูทวีป นิยมทำทุกอย่างเป็นหิน และทำเครื่องบูชาเป็นหิน แกะสลักรูปดอกบัวบนหิน เพื่อสำหรับบูชาพระพุทธองค์ บรรพบุรุษเราอยู่บนดินแดนแห่งนี้มานาน และมีอารยะธรรมมากมายบนผืนแผ่นดินแห่งนี้ มีการทำอาวุธด้วยหิน ด้วยเหล็ก มีการปั้นหม้อ มีการทำบาตรพระด้วยดินเผา เป็นต้น ถ้ากล่าวถึงยุคพุทธกาลยังจะไม่มีกาก่อสร้างด้วยอิฐแดง สถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาสมัยพุทธกาลจะทำด้วยหินทั้งสิ้น ส่วนบ้านเรือนและประสาทราชวังจะทำด้วยไม้ (ความนิยมสร้างบ้านด้วยไม้มีอยู่มาจนยุคปัจจุบัน) และบางสถานที่ก็ทำเป็นคูเมือง เช่น เมืองเวสาลีแควันวัชชี เมืองปาฏลีบุตรแคว้นมคธ เมืองจัมปาแคว้นอังคะ

พุทธสถานจะมีการบูรณะต่อมาในยุคต่างๆ เป็นศิลาแลงบ้าง อิฐแดงบ้าง ยุคที่นิยมใช้ศิลาแลง คือ ยุคของพระเจ้าอโสก (หรือประมาณปีพ.ศ.๒๐๐ เป็นต้นไป) ถ้าผู้อ่านไปโบราณสถานต่างๆ ให้สังเกตฐานของโบราณสถาน ส่วนมากจะทำด้วยศิลาแลง (และถ้าเก่าไปถึงยุคของพระเจ้าอโสก จะสังเกตว่าศิลาแลงจะมีความเก่า และกร่อนมากกว่า ศิลาแลงชั้นอื่นๆ )
AW_Pray_8.5 x 14 inch_P001.jpg

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น