03 มิถุนายน 2563

พระเขี้ยวแก้ว แห่งลังกา (ตอนที่ ๑)


พระเขี้ยวแก้วแห่งลังกาทวีป.png
พระเขี้ยวแก้ว หรือ พระทันตธาตุหรือฟันของพระพุทธเจ้า ประดิษฐานในเจดีย์ จุฬามณีอยู่ในวิหารคลังบน วัดพระพุทธบาทฯ จังหวัดสระบุรี เคยประดิษฐานอยู่ลังกาทวีป ปัจจุบันได้อัญเชิญมาอยู่ที่พระพุทธบาทสระบุรี ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ(พ.ศ.๒๒๗๕-๒๓๐๑) ประดิษฐานอยู่ในพระวิหารหลวง พงศาวดารบางฉบับกล่าวว่า ได้อัญเชิญมาอยู่ที่วัดพระพุทธบาทฯ ตั้งแต่สมัยพระเจ้าทรงธรรม
(พ.ศ.๒๑๕๔-๒๑๗๑) สันนิษฐานว่า องค์จำลองที่จำลองมาจากลังกาทวีป (เขาพระฉายสระบุรี) อัญเชิญมาสมัยพระเจ้าทรงธรรม ส่วนองค์จริงน่าจะอัญเชิญมาสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ (รายละเอียดจะบรรยายไว้ใน ตอนที่ ๒)

พระเขี้ยวประดิษฐานภายในเกือบถึงยอดเจดีย์ มีพานรองรับ อยู่ในกรอบกระจก ใสกลม บนกระจกมีโลหะแบบเป็นยอดมณฑปครอบ เจดีย์จุฬามณี มีประตูเล็ก ๆ เป็นช่องเปิดได้ แต่ใส่กุญแจแบบโบราณสี่เหลี่ยมยาว ขนาดเล็ก มีทองคำเปลวปิดหนาเต็มองค์ทั้งกุญแจและเจดีย์จุฬามณี

งานแห่พระเขี้ยวแก้ว.png
พระเขี้ยวแก้ว ชาวพุทธเชื่อกันว่าเป็นฟันของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งในวันขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๔ มีการจัดงานของชาวอำเภอพระพุทธบาทอัญเชิญพระเขี้ยวแก้วจากพิพิธภัณฑ์วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร เพื่อออกแห่ฉลองไปรอบเมือง อำเภอพระพุทธบาทโดยมีความเชื่อว่าหากมีการแห่พระเขี้ยวแก้วแล้วจะสามารถบันดาลให้ประชาชนชาวพระพุทธบาทได้รับ ความร่มเย็นเป็นสุข ทำมาค้าขายดีกันทั่วหน้า เป็นการจัดงานประเพณีประจำปีของอำเภอพระพุทธบาท

ประเพณีการแห่พระเขี้ยวแก้ว เป็นประเพณีไทยโบราณ มีที่ประเทศไทยเพียงแห่งเดียว สืบทอดกันต่อมา เป็นสัญญลักษณ์ของการเป็นลังกา

ในบันทึกการเดินทางของพระสงฆ์ฟาเหียน ได้มีการบันทึกถึงว่า “เมื่อท่านเดินทางไปถึงเมืองหนึ่ง เมื่อถึงเดือน ๓ เวลาวันเพ็ญ (วันมาฆบูชา) ได้มีการเชิญพระทันตธาตุออกจากอาศรมบทเป็นงานปี ฯ ก่อนวันเชิญ ๑๐ วัน เจ้าแผ่นดินโปรดให้แต่งช้างต้น และคนมีโวหารดี แต่งกายด้วยเครื่องทรง ขึ้นขี่ช้าง แล้วลั่นกลองร้อง ประกาศสรรเสริญพระพุทธเจ้า ต่อไปนี้อีก ๑๐ วัน จักได้เชิญพระพุทธทันตธาตุไปยังอภัยคีรีอาศรมบท ฯ พุทธศาสนิกชนผู้ใดใคร่ได้ส่วนบุญยิ่ง จงประดับประดาตกแต่งถนนหนทางด้วยดอกไม้ของหอมสักการะบูชาพลี เมื่อได้ประกาศแล้วเจ้าแผ่นดินให้ปราบ ถนนสองข้างทำ รูปพระโพธิสัตว์ ๕๐๐ เป็นปางต่าง ๆ เรียงรายกันไป เป็นรูปพระสุทนบ้าง สุวรรณสามบ้าง ฉัททันต์บ้าง กวางบ้าง ม้าบ้าง รูปเหล่านั้นระบายสีงดงามดังรูปเป็น แล้วเชิญพระทันตธาตุแห่ไปตามถนน มีเครื่องสักการะบูชาตลอดสองข้างทาง ครั้นถึง อภัยคีรีอาศรมบท เชิญขึ้นตั้งบนพุทธบัลลังก์ พุทธศาสนิกชนเผาเครื่องหอม จุดประทีปควันดุจกลุ่มเมฆ บำเพ็ญธรรมกรณีย์ต่าง แต่เช้าจำค่ำ ไม่หยุดไม่หย่อน ครบ ๙๐ วัน เชิญพระทันตธาตุกลับสู่อาศรมในเมืองตามเดิม ที่อาศรมบทในเมืองนั้นเปิดให้สักการะบูชาทุกวันอุโบสถ”

การบรรยายของหลวงจีนฟาเหียนข้างต้นน่าจะเป็นการบรรยายประเพณีของไทยโบราณนอกจากนี้ยังมีในป่างองค์อมเรศอดิศร สมบัติอมรินทร์คำกลอน มีกลอนกล่าวไว้ แสดงว่า พระเขี้ยวแก้วที่พระพุทธบาทสระบุรี เป็นพระเขี้ยวแก้วข้างขวาด้านบน ดังนี้

“หนึ่งเจดีย์พระจุฬามณีสถิต                     อันไพจิตรด้วยฤทธิ์สุเรนทร์ถวาย
สูงร้อยโยชน์โชติช่วงประกายพราย          ยิ่งแสงสายอสุนีในอัมพร
เชิญเขี้ยวขวาเบื้องบนพระทนต์ธาตุ    ทรงวิลาศไปด้วยสีประภัสสร
แทนสมเด็จพระสรรเพชญ์ชิเนนทร           สถาวรไว้ในห้องพระเจดีย์
ประดิษฐ์บนพระมหาจุฬารัตน์                   เป็นที่แสนโสมนัสแห่งโกสีย์
กับสุราสุรเทพนารี                                    ดั่งจะชี้ศิวโมกข์ให้เทวัญ
ประดับด้วยราชวัติฉัตรแก้ว                       พรายแพร้วลายทรงบรรจงสรรค์
ระบายห้อยพลอยนิลสุวรรณพรรณ           เจ็ดชั้นเรียวรัดสันทัดงาม
ดั่งฉัตรเศวตพรหเมศร์ครรไลหงส์             มื่อกั้นทรงพุทธาภิเษกสนาม
ยิ่งดวงจันทร์พ้นแสงสมัยยาม                   อร่ามทองแกมแก้วอลงกรณ์
ครั้นถ้วนถึงวันครบอุโบสถ                        กำหนดพร้อมด้วยสุราสรางค์สมร
บูชาเครื่องเสาวรสสุคนธร                        ข้าวตอกแก้วแซมช้อนสุมามาลย์
บ้างเริงรื่นชื่นชมประนมหัตถ์                    กระทำทักษิณาวัฏบรรณสาร
ประนอมจบเคารพไตรวาร                        แล้วลีลาศยังสถานพิมานจันทน์”

ป่างองค์อมเรศอดิศร สมบัติอมรินทร์คำกลอน เป็นวรรณกรรมชิ้นเอกชิ้นหนึ่ง ของ เจ้าพระยาพระคลัง (หน) กวีเอก ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์

อ้างอิงจากหนังสือ “ตีลังกา สืบหาชมพูทวีป”

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น