03 มิถุนายน 2563

แคว้นคามลังกา และ แคว้นลังกาสุกะ


แคว้นคามลังกา ศูนย์กลางอยู่จันทบูรณ์ สร้างขึ้นเมื่อพ.ศ.๓๒๘ โดยพระเจ้าม้าทอง (เสนีย์อนุชิต)
แคว้นลังกาสุกะ ศูนย์กลางอยู่ทีปัตตานี สร้างขึ้นเมื่อพ.ศ.๓๒๗ โดยพระเจ้านกหยก (เสนีย์อนุชิต)
หลังจากที่พระเจ้าเทวานัมปิยะดิสติสสะ ได้ทำการสังคายนาพระไตรปิฎกที่ลังกา เมื่อปีพ.ศ.๒๓๖ พระองค์ไม่มีรัชทายาท จึงให้พระอนุชาครองราชย์กันต่อกันมาหลายองค์ พระเจ้าเทวานัมปิยะดิส หรือ

ผู้เป็นที่รักของเทวดา (เพราะชอบทำบุญ) พระองค์เป็นพระราชโอรสองค์ที่ ๒ ของพระเจ้ามุตสิวะ
พระโอรสองค์แรกไม่ได้ครองราชย์เนื่องจากมีคุณสมบัติไม่เหมาะสม

หลังจากพระเจ้าเทวานัมปิยะดิสสวรรคต พระอนุชาครองราชย์กันต่อมา ถึงยุคของ “พระเจ้าสุรดิส”
ได้มีทมิฬสองพี่น้องมาตีเมืองลังกา ทมิฬยึดลังกาครั้งแรกเมื่อพ.ศ. ๓๐๖
หลังจากนั้น
“พระเจ้าเอเสละ” พระอนุชาของพระเจ้าเทวานัมปิยะดิส ก็เอาเมืองลังกาคืนมาได้ ไม่นานก็เสียเมืองลังกาให้กับทมิฬอีกเป็นครั้งที่สอง คือ พระยาเอฬารทมิฬ เมื่อพ.ศ.๓๒๘

เหตุการณ์นี้ได้ตรงกับข้อมูลของ อ.เสนีย์อนุชิต ที่ว่าเมื่อปีพ.ศ.๓๒๘ พระเจ้าม้าทองพระราชโอรสองค์ที่ ๒ ของมหาจักรพรรดิท้าวหารคำ แห่งราชวงศ์โคตมะ (ขอม) เป็นผู้สร้างแคว้นคามลังกา มีศูนย์กลางอยู่ที่
จันทบูรณ์ (จันทบุรี) ขึ้นมาเป็นอีกแคว้นหนึ่ง ในอาณาจักรนาคฟ้าเพื่อรองรับผู้คนจากเมืองสมุทร (หมู่เกาะลังกา) ไปยังคามลังกา เพื่อรองรับผู้อพยพหนีภัยสงครามจากดินแดนของมหาอาณาจักรหนานเจ้า (เสนีย์อนุชิต) และหนีภัยสงครามจากทมิฬและขยายอาณาเขตออกไปเพื่อป้องกันการรุกราน (ผู้เขียน)

ผู้เขียนสันนิษฐานว่า เมื่อปีพ.ศ.๓๒๘ พระเจ้าม้าทอง ได้อพยพผู้คนจากลังกา ออกไปตั้งถิ่นฐานใหม่ ที่ “คามลังกา” ศูนย์กลางอยู่ที่จันทบูรณ์ (คาม คือ บ้านเมือง, ลังกา คือ เมืองลังกา, ลังกาคาม คือ บ้านเมืองของชาวลังกา) เพื่อหนีภัยสงครามจากทมิฬ (พระยาเอฬารทมิฬ) และอาณาจักรหนานเจ้า เพื่อต้องการขยายอาณาเขตออกไป

ก่อนหน้านี้ ๑ ปี เมื่อปีพ.ศ. ๓๒๗ เจ้านกหยก พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ ของมหาจักรพรรดิท้าวหารคำ(พระเจ้าสุมิตร) แห่งราชวงศ์โคตมะ(ขอม) ก็ได้เป็นผู้สร้างแคว้นลังกาสุกะ(ปัตตานี) ขึ้นมาเป็นอีกแว่นแคว้นหนึ่ง ของอาณาจักรเทียน ซึ่งสันนิษฐานว่า แคว้นลังกาสุกะ(ปัตตานี) กำเนิดขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๓๒๗ (เสนีย์อนุชิต)

ในเมืองลังกาขณะที่ถูกพระยาเอฬารทมิฬยึดครอง “พระจ้าทุษฎคามินี” พยายามเอาเมืองคืนจากพระยาทมิฬ จึงได้ชนช้างชนะพระยาเอฬารทมิฬ ได้ชัยชนะและนำบ้านเมืองกลับคืนมาได้อีกครั้งหนึ่ง


พระยาช้างกุณฑลหัตถี.png

ก่อนทำการรบกับพระยาเอฬารทมิฬ “พระเจ้าทุฏฐคามินี” จึงกระทำสัตยาธิษฐานเพื่อจะรักษาซึ่งหมู่เสนาแห่งพระองค์ว่า

“ข้าพระพุทธเจ้าเพียรพยายามทำสงครามครั้งนี้จะได้มุ่งมาดหมายใจจะใคร่ซึ่งความสุขในสิริราชสมบัตินั้นหามิได้ ซึ่งเพียรพยายามในสงครามครั้งนี้ปรารถนายังพระบวรพระพุทธศาสนาแห่งสมเด็จพระสรรเพ็ชพุทธเจ้า ให้สถิตย์ถาวรวัฒนาการดุจหนึ่งกาลก่อน” (มหาวงษ์ เล่ม๑ หน้า๔๗๕)

เพื่อเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาหลังจากสงครามใหญ่เสร็จสิ้นและทรงระลึกถึงพระยาช้างกุณฑลหัตถี และพลช้างทั้งหลายที่ทำการรบชนะทมิฬในครั้งนั้น ทรงโปรดให้สร้างรูปปั้นช้างไว้ล้อมรอบมหิยังคณ์เจดีย์ เพื่อยกย่องพระยาช้างกุณฑลหัตถีและพลช้างทั้งหลายในการรบชนะทมิฬครั้งนั้น

วัดมเหยงคณ์.png

ข้อสันนิษฐาน มหิยังคณ์เจดีย์ คือ วัดมเหยงคณ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปัจจุบัน สร้างไว้ครั้งพุทธกาลครั้งหนึ่ง และสมัยพระเจ้าเทวานัมปิยะดิสได้มาบูรณะอีกครั้งหนึ่ง และพระเจ้าทุษฎคามินีได้ทรงบูรณะอีกครั้งหนึ่งและสร้างช้างล้อมเจดีย์ไว้ เพื่อยกย่องพระยาช้างทั้งหลายที่ได้ทำศึกรบชนะทมิฬ

หลังจากที่พระเจ้าอภัยทุฏฐคามินีได้กอบกู้เอกราชคืนมาจากทมิฬแล้วอนุราธบุรี ก็มีกษัตริย์ปกครองเรื่อยมาอีก ๕ รัชกาล จนกระทั่งถึงพระเจ้าวัฎฐคามินีอภัยขึ้น ครองราชย์เมื่อปี พ.ศ. ๔๓๙ และเมืองอนุราธบุรีก็ได้เสียทีกับทมิฬอีกเป็นครั้งที่สาม เมื่อปีพ.ศ.๔๔๐ เป็นเวลา ๑๔ ปี (พ.ศ. ๔๔๐-๔๕๔) ระหว่างนี้พระเจ้าวัฎคามินีอภัยต้อง หลบหนีการตามล่าของพวกทมิฬไปยังมลัยประเทศ (อาณาบริเวณวัดพระพุทธฉายสระบุรี – ข้อสันนิษฐานของผู้เขียน) เป็นเวลาถึง ๑๔ ปี ก่อนที่จะกู้เอกราชคืนมาได้ในปีพ.ศ.๔๕๕ และกลับมาครองราชย์เป็นครั้งที่สองในปีเดียวกันนี้ และระหว่างการหลบหนีครั้งนี้ พระเจ้าวัฎฐคามินีได้ทำสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๕ (ครั้งที่สองในลังกาทวีป) ที่ถ้ำนารายณ์ วัดเขาวง บ้านเขาวง หมู่ ๕ ตำบลเขาวง อำเภอพระพุทธบาท จังหวัด สระบุรี (ข้อสันนิษฐานของผู้เขียน) เมื่อการสังคายนาสำเร็จลุล่วงพระเจ้าวัฎฐคามินีได้ มอบหมายให้พ่อบ้านนายเมืองอะไรคนหนึ่งเป็นตัวแทนของชาวอนุราธบุรี จัดพิธีร้องรำเพื่อฉลองความสำเร็จของการทำสังคายนาพระไตรปิฎกในถ้ำนารายณ์

จะเห็นว่าช่วง ๕๐๐ ปีแรก ลังกาเจริญรุ่งเรืองด้านศาสนา แต่ก็ถูกรุกรานจากภายนอก คือพวกทมิฬ และจาก อาณาจักรหนานเจ้าเช่นกัน

อ้างอิงจากหนังสือ “ตีลังกา สืบหาชมพูทวีป”

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น