ลังกา ตอนที่ ๑ กำเนิดสีหพาหุและสีหสิมพลี จากพระยาไกรสรราชสีห์และพระนางสุปราชบุตรี

ลังกา ตอนที่ ๑ กำเนิดสีหพาหุและสีหสิมพลี จากพระยาไกรสรราชสีห์และพระนางสุปราชบุตรี
ในสมัยหนึ่งก่อนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้ มีพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งเสวยราชสมบัติอยู่ใน “วังคนคร”
มีวังคชนบทเป็นแว่นแคว้น พระนามว่า “พระเจ้าวังคราช” มีพระอรรคมเหสีเป็นพระราชธิดาของพระเจ้า
กลิงคราช มีพระราชธิดาองค์หนึ่งชื่อ “นางสุปราชบุตรี” นางสุปราชบุตรีมีพระโฉมฉวีวรรณวรลักษณ์อันงาม แต่โลเลตริคิดในกามคุณยิ่งนัก ราชวงษาเสนาทั้งหลายหน่ายนางเพราะนางมิได้มีอาจารวัตกำหนัดในกามคุณประพฤติเป็นอากูลวิกูลพึงเกลียด อีกทั้งพระบิดามารดาก็ไม่ได้เอื้อเฟื้อ นางจึงออกจากวังนครไปอยู่นานาประเทศ
กลิงคราช มีพระราชธิดาองค์หนึ่งชื่อ “นางสุปราชบุตรี” นางสุปราชบุตรีมีพระโฉมฉวีวรรณวรลักษณ์อันงาม แต่โลเลตริคิดในกามคุณยิ่งนัก ราชวงษาเสนาทั้งหลายหน่ายนางเพราะนางมิได้มีอาจารวัตกำหนัดในกามคุณประพฤติเป็นอากูลวิกูลพึงเกลียด อีกทั้งพระบิดามารดาก็ไม่ได้เอื้อเฟื้อ นางจึงออกจากวังนครไปอยู่นานาประเทศ

พระยาราชสีห์อันอยู่ในราวป่า
ทำให้หมู่พ่อค้าตกใจแตกตื่นไป
แต่นางสุปราชธิดามิได้หนีไปสู่ทิศอื่นกลับวิ่งไปสู่ทิศที่พระยาราชสีห์มานั้นเมื่อพระยาราชสีห์ได้เห็นนางก็เกิดความกำหนัดปฏิพัทธผูกพันในนางจึงกระดิกหางลอบหูเข้าหานางสุปราชธิดา
นางสุปราชธิดาก็ขึ้นสู่หลังพระยาราชสีห์มายังรัตนคูหาอันกว้างขวางจนนางได้ตั้งครรภ์ประสูติราชกุมารและราชกุมารี
มีหัตถาบาททั้งพี่น้องเหมือนพระยาไกรสรราชสีห์ผู้เป็นบิดา
นางได้ให้นามกับโอรสราชกุมารว่า “สีหพาหุกุมาร” ส่วนราชธิดาให้ชื่อว่า “นางสีหสิมพลี”
เมื่อเจ้าสีหพาหุกุมารเติบใหญ่อายุได้ ๑๖ พรรษา
ก็มีความสงสัยซึ่งชาติกำเนิดจึงถามมารดาว่า
ผู้ใดเป็นบิดาของตูข้าพระพุทธเจ้าทั้งสองนี้ หลังจากสีหพาหุทราบว่า
บิดาเป็นราชสีห์ จึงคิดพาแม่และน้องออกไปจากที่อยู่ ได้มาเจอเสนาบดี ชื่อ “อนุรเสนาบดี”
เมื่อสืบทราบมาก็ทราบได้ว่า นางสุปเทวีเป็นราชธิดาสมเด็จพระเจ้าวังคราช
ซึ่งเป็นพระเจ้าอาของเสนาบดีท่านนั้น
จึงพาสามกษัตริย์กลับมายังวังคนครและนางสุปราชธิดาก็ได้อนุรเสนาบดีมาเป็นพระราชสวามี
ส่วนพระยาไกรสรราชสีห์ก็กลับมายังถ้ำของตน
ไม่เห็นลูกเมียก็เที่ยวตามหา ทำให้ชาวบ้านแตกตื่น จึงมีการตั้งรางวัลนำจับ
สีหพาหุจึงบอกมารดาถึงสองครั้ง แต่นางสุปราชเทวี ก็ห้ามไว้
ไม่อยากให้ลูกฆ่าพ่อ แต่สีหพาหุไม่ยอมฟัง
จึงเดินทางไปยังถ้ำของพระยาไกรสรราชสีห์
สีหพาหุก็โก่งธนูไปยังแสกหน้าพระยาราชสีห์ผู้บิดา ด้วยความเอ็นดูบุตรชาย
ลูกธนูมิได้เข้า และตกลงมายังแผ่นดินใกล้แทบบาทแห่งเจ้าสีหพาหุ จน
กระทั้งสีหพาหุยิงเป็นครั้งที่สี่ พระยาราชสีห์โกรธโดยคิดว่าถ้ากุมารนี้เป็นบุตรแห่งเรา แลมาประทุษร้ายดังนั้นคงจะไม่ใช่บุตรแห่งเราแน่ เหตุมีโทษจริตดังนั้นก็เสียความเมตตาลูกธนูก็เข้าในหน้าผาก กินเนื้อหนังมังสาตลอดกายลงไปเบื้องต่ำตลอดลงสู่แผ่นดิน สีหพาหุก็ตัดเอาศีรษะกับทั้งสร้อยเกสรอันประดับคอ มีพรรณแดงงามดังผ้ารัตนกัมพลก็พามายังวังคนคร
หลังจากนั้นพระเจ้าวังคราชเสด็จทิวงคตได้ ๗
วัน หาผู้ครองราชย์สมบัติมิได้
เหล่าเสนาพฤฒามาตย์ราชปโรหิตาประชาราษฎรทั้งปวง
พร้อมใจกันเห็นว่าสีหพาหุเรี่ยวแรงดีมีความชอบ
ควรจะเป็นกษัตริย์เสวยราชสมบัติครองครอง ปกป้องขอบขันธเสมาอาณาจักรได้
เจ้าสีหพาหุก็รับ แล้วถวายให้แก่สมเด็จพระมารดาและท่านอนุรมหาเสนาบดี
พระราชสามีของสมเด็จพระมารดา
ส่วนสีหพาหุและสีหสิมพลีสร้างพระนครสีหบุรราชนคร (สิงห์บุรี ปัจจุบัน)
เสวยราชย์เป็น “สมเด็จพระเจ้าสีหพาหุราชนรินทรบพิตร”
ด้วยความสำนึกผิดที่ได้ฆ่าพ่อ
สิงหนพาหุจึงอาราธนาพระเถรานุเถรทั้งหลาย
ให้มาประชุมพร้อมกันในสถานที่สมควรแห่งหนึ่ง แล้วจึงเรียน ถามว่าบัดนี้
ข้าพเจ้าได้พิจารณาเห็นโทษที่กระทำผิดต่อบิดานั้นแล้ว จะกระทำอย่างไรดี
จึงจะพ้นโทษนั้นได้
พระสงฆ์ทั้งหลาย
จึงบอกว่าควรจะสร้างพระพุทธรูปและกุฎีวิหารถวายเป็นสังฆิการาม
แด่พระสงฆ์ทั้งหลายผู้มาแต่จาตุทิศทั้ง ๔
นั่นแหละเห็นว่าจะเป็นบุญกุศลช่วยบรรเทาบาปกรรมอันหนักยิ่งของท่านได้บ้างสิงหพาหุ จึงได้เริ่มก่อสร้างพระพุทธไสยาสน์ขึ้นองค์หนึ่ง เอาทองคำโตสาม กำยาว ๑ เส้น ทำเป็นแกนพระพุทธรูป
ได้สร้างทับคูหาบิดาไว้ และสร้างกุฎีวิหารเป็นพระอารามสำเร็จบริบูรณ์
จึงได้มีการประชุมพระสงฆ์ฉลองถวายจตุปัจจัยไทยธรรม
(แสดงว่าสมัยนั้นยุคที่พระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์ชีพอยู่
ศาสนาพุทธได้ตั้งมั่นในสิงห์บุรีแล้ว)

พระพุทธรูปไสยาสน์องค์นั้น ปัจจุบันคือ พระนอนจักรสีห์ จังหวัดสิงห์บุรี
ครั้นภายหลังวันหนึ่ง
สหายของสิงหนพาหุชื่อขุนอินทร์ เป็นคนชาวเมือง อ่างทอง
ได้มาเยี่ยมสิงหนพาหุๆ ได้เล่าเรื่องที่ตนประหารบิดาจนถึงแก่กรรมด้วย
ความคิดผิดขุนอินทร์บอกว่าจะก่อพระพุทธรูปสร้างพระอารามอุทิศส่วนกุศลให้กับท่าน

อีกแห่งหนึ่ง
สิงหนพาหุมีความยินดีมากครั้นเป็นการตกลงกันแล้วขุนอินทร์ก็ลากลับ
(พระพุทธศาสนาน่าจะตั้งมั่นในอ่างทองแล้วในสมัยนั้นเช่นกัน)
ขุนอินทร์เมื่อกลับไปถึงบ้านแล้ว
ได้คิดถึงคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้แก่สิงหนพาหุ
จึงก่อสร้างพระพุทธไสยาสน์ขึ้นอีกองค์หนึ่ง ในเขตเมืองอ่างทอง
มีลักษณะคล้ายคลึงกับพระพุทธไสยาสน์ที่หนพาหุสร้างไว้ แล้วสร้างกุฎีวิหาร
พร้อมเสร็จเป็นอารามขึ้นอีกแห่งหนึ่ง มีนามว่า วัดขุนอินทร์ประมูล ดังปรากฏองค์พระพุทธไสยาสน์มาจนกระทั่งปัจจุบัน
ข้อคิดเห็นของผู้เขียนกับตำนานพระนอนจักรสีห์
๑. ตำนานพระนอนจักรสีห์เป็นตำนานพื้นบ้านของคนสิงห์บุรี และมีหลักฐานคือพระนอนจักรสีห์ ตำนานพื้นบ้านย่อมมีความจริงผสมอยู่ อาจจะมีการเสริมแต่งบ้างเล็กน้อย ผู้เขียนคิดว่า บรรพบุรุษเราแฝงอะwiไว้ ในตำนานมากมาย
๒. ตำนานพระนอนจักรสีห์ของสิงห์บุรี คล้ายคลึงกับเรื่องในมหาวงษ์พงศาวดารลังกา
๓. ในมหาวงษ์กล่าวถึง สีหพาหุและสีหสิมพลีราชกนิษฐา เสวยราชสมบัติ ในสีหบุรราชธานี คือ สิงห์บุรีราชธานี ตามข้อสันนิษฐานของผู้เขียน คือ จังหวัดสิงห์บุรีของไทยนั่นเอง และคนของสีหบุรราชธานี คือ คนสีหะหรือคนสิงห์ (หรือเรียกในภาษาโบราณว่า “คนสิงฬล” หรือ “สิงหล”)
๔. ในตำนานพระนอนจักรสีห์
มารดาของสีหพาหุเป็นลูกเศรษฐีไม่ปรากฏชื่ออยู่เมืองชัยนาท
ส่วนมหาวงษ์มารดาของสีหพาหุคือ นางสุปราชบุตรี
พระธิดาของพระเจ้าวังคราชในวังคนคร และพระราชธิดาของพระเจ้ากลิงคราช สันนิษฐานว่า เมืองวังคนคร คือ เมืองชัยนาท และเมืองกลิงคราชไม่น่าจะอยู่ไกลไปจากชัยนาท
๕. หลักฐานในสิงห์บุรี เช่น สระบาปและวัดต่าง ๆ มีสถานที่จริง
๖. ในตำนานพระนอนจักรสีห์
สีหพาหุได้อาราธนาพระเถรมาเพื่อไถ่ถามว่า จะไถ่บาปได้อย่างไร นั่นแสดงว่า
ในสมัยสีหพาหุ เรามีศาสนาพุทธแล้ว และมีการสร้างพระพุทธรูปแล้ว
พระพุทธรูปพระนอนจักรสีห์นี้สร้างตั้งแต่พระพุทธเจ้ายังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่
(เพราะพระพุทธเจ้าปรินิพพานวันที่วิชัยกุมาร
ลูกชายของสีหพาหุเดินทางไปถึงเกาะลังกาครั้งแรก)
และการสร้างครั้งนั้นทำด้วยแกนทองคำ แสดงว่าต้องมีความยิ่งใหญ่
และมีความสำคัญมาก ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า พระนอนองค์นี้อาจจะเป็นพระพุทธรูปของไทยที่มีมาตั้งแต่สมัยที่พระพุทธเจ้ายังคงมีพระชนม์ชีพอยู่
อ้างอิงจากหนังสือ “ตีลังกา สืบหาชมพูทวีป” หน้า ๓๐๙-๓๑๓
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น