03 มิถุนายน 2563

พระศรีอาริย์ หรือ พระศรีอริยเมตตรัย พระพุทธเจ้าในอนาคต



พระศรีอาริย์.jpg

พระศรีอาริยเมตตรัย คือ พระพุทธเจ้าในอนาคต พระพุทธเจ้าองค์ที่ ๕ ของภัทรกัปป์นี้ (พระพุทธเจ้าสมณโคดม เป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๔) พระศรีอาริย์ถึงแม้จะได้รับคำพยากรณ์ให้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป ถึงกระนั้นท่านก็ยังคงมารักษาศาสนาของพระสมณโคดม ตามพุทธทำนายพื้นเมืองที่มีบันทึกไว้หลายที่ พระศรีอาริย์จะมาบำเพ็ญบารมี มาปราบอธรรม และสืบอายุศาสนา ท่านจะมาในรูป “พระยาธรรมิกราช” ส่วนพระอรหันต์ที่ทำหน้าที่สืบพระพุทธศาสนารับช่วงต่อศาสนาระหว่างยุคพระพุทธโคดมและพระศรีอารย์ คือ “พระมหากัสสปะ” (หรือที่เราเรียกปัจจุบันว่า “หลวงปู่เทพโลกอุดร”)

ช่วงที่พระศรีอาริย์มาปรากฏ ประมาณกึ่งพุทธกาล คือ ประมาณปีพ.ศ.๒๕๐๐ เป็นต้นไป จะเกิดภัย ๑๐ ประการ มนุษย์จะทุกข์ร้อนและจะเกิดสงคราม แต่หลังจากภัยต่างๆ ได้สงบลงแล้ว มนุษย์จะบริบูรณ์ด้วยศีลธรรม พระยาธรรมิกราช (พระศรีอาริย์) จะสงเคราะห์มนุษย์ที่ยากไร้อนาถา ด้วยสมบัติบรมจักร เพื่อให้มนุษย์สมบูรณ์พูนสุข

เรื่องราวของพระศรีอาริย์ ได้ปรากฎในตำนานพื้นบ้านของไทยและประเทศเพื่อนบ้าน แต่ไม่มีปรากฏที่อินเดียหรือศรีลังกาแต่อย่างใด เรื่องเล่าของพระศรีอาริย์มีตำนานอยู่ที่ “วัดไลย์” จังหวัดลพบุรี และได้มีประเพณีชักพระศรีอาริย์ที่ยิ่งใหญ่ของชาวอำเภอท่าวุ้ง ลพบุรี แต่เป็นที่น่าแปลกใจว่า คนทั่วไปไม่ค่อยมีคนทราบเรื่องนี้สักเท่าไหร่นัก

IMG_1281.JPG 

ตำนานเกี่ยวกับวัดไลย์

ที่วัดนี้มีพระพุทธรูปอยู่องค์หนึ่ง ประชาชนเลื่อมใสศรัทธามาก คือพระศรีอาริย์ โดยมีตำนานเล่าเกี่ยวกับพระศรีอาริย์นี้ว่า ชายแก่คนหนึ่งชื่อว่า “มณฑา” หมั่นทำบุญรักษาศีลภาวนาอยู่เป็นนิจ เพื่อจะได้มีอายุยืนให้ถึงสมัยพระศรีอาริย์มาโปรดโลกมนุษย์ ก่อนจะตายแกได้สั่งญาติไว้ว่าให้เอาศพแกไว้ ๗ วันแล้วค่อยเผา เมื่อเฒ่ามณฑาตายไป ด้วยบุญกุศลที่แกสร้างสมไว้ พระอินทร์จึงเป็นผู้มารับวิญญาณและแจ้งแกว่าพระศรีอาริย์มาเกิดเป็นมนุษย์แล้วและบวชเป็นพระอยู่วัดไลย์ แต่ไม่รู้ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร พระอินทร์จึงมอบดอกบัวหนึ่งดอกแก่เฒ่ามณฑา เพื่อนำไปกราบพระศรีอาริย์ แล้วส่งวิญญาณแกกลับสู่ร่าง
เฒ่ามณฑาฟื้นขึ้นมาแล้วเล่าเรื่องไปพบพระอินทร์ให้ญาติพี่น้องฟัง และรีบไปวัดไลย์ เมื่อไปถึงพระ
กำลังสวดปาฏิโมกข์อยู่ในโบสถ์ แกจึงนั่งรออยู่ที่บันไดโบสถ์พร้อมกับพนมมือชูดอกบัวขึ้นถวาย พระได้เดินออกจากโบสถ์ทีละรูป แต่ไม่มีพระองค์ใดรับดอกบัวเลย เนื่องจากพระมองไม่เห็นดอกบัว เห็นเพียงเฒ่ามณฑานั่งพนมมืออยู่ เมื่อพระออกจากโบสถ์จนหมดแล้ว เฒ่ามณฑาจึงถามเณรว่า พระวัดนี้หมดแล้วหรือ เณรบอกว่ายังมีอีกรูปหนึ่งชื่อ “พระศรี” วันนี้อาพาธไม่ได้ลงโบสถ์ แกจึงรีบไปหาพระศรีที่กุฏิเพื่อถวายดอกบัว พระศรีเห็นดอกบัวก็รีบลุกขึ้นรับ เฒ่ามนฑารู้ทันทีว่าเป็นพระศรีอาริย์ยังความปลาบปลื้มปิติให้แก่เฒ่ามณฑาเป็นอย่างยิ่ง จึงขออยู่รับใช้พระศรีอาริย์ โดยพระศรีอาริย์ไม่ให้แกเล่าเรื่องที่พระศรีอาริย์ลงมาเกิดในโลกมนุษย์และบวชเป็นพระอยู่วัดไลย์

IMG_1108.JPG

อยู่ต่อมาพระศรีอาริย์ก็ถึงแก่มรณภาพ พระภิกษุสามเณรและประชาชนผู้มีจิตศรัทธาจึงร่วมกันหล่อรูปพระศรีอาริย์แต่ทำอย่างไรก็ไม่เสร็จ พระอินทร์จึงแอบมาหล่อให้ในเวลาเพลที่ภิษุสามเณรไปฉันเพล เมื่อกลับจากฉันเพลก็เห็นรูปหล่อพระศรีอาริย์เสร็จเรียบร้อยแล้วเป็นที่อัศจรรย์

IMG_1301.JPG

พุทธทำนายพื้นเมืองเรื่อง “พระศรีอาริย์”
ในสมัยหนึ่งพระพุทธโคดมได้เสด็จเลียบมาถึงแม่น้ำสายหนึ่ง ในแคว้นสุวรรณภูมิ ซึ่งไหลผ่านภูเขา
ตักคีรี พระองค์ลงสรงน้ำเรียบร้อยแล้ว ก็เอาผ้าอาบตากไว้บนฝั่งแม่น้ำ จึงเสด็จขึ้นประทับอยู่บนภูเขาลูกนั้นมีลิงแม่ลูกอ่อนฝูงหนึ่งอุ้มลูกออกจากชายป่า พลันก็ถ่ายอุจจาระของมันลงบนผ้าอาบของพระองค์ ซ้ำเอาหว่านเล่นเสียเลอะเทอะ คงเหลืออยู่ชายเดียว ณ บัดนั้นก็ได้มีนกยางปอน (นกยางขาว) ตัวหนึ่งบินมาจับลงที่ศีรษะของแม่ลิงตัวหนึ่ง แล้วก็เหลียวหน้ามองไปโดยรอบทั่วทุกทิศ ในทันใดรัศมี ซึ่งเป็นสีต่างๆ ได้พุ่งปราดออกจากพระเขี้ยวทั้งสี่ของพระพุทธเจ้า พระอานนท์ผู้อุปัฏฐาก จึงทูลถามเหตุการณ์อันประหลาดนั้น พระองค์ทรงตรัสพยากรณ์ว่า:-

“ดูก่อนอานนท์ ผ้าอาบของตถาคต ได้แก่ ศาสนาที่ตถาคตวางไว้ ลิงแม่ลูกอ่อนที่มาถ่ายมูลเลอะเทอะหมดถึง ๓ ชายนั้น ได้แก่ กองทัพ ซึ่งจะมารบราฆ่าฟันกันตาย เหลือที่จะคณานับ ศาสนาของตถาคตจะเสื่อมทรุดไปถึง ๓ ใน ๔ ส่วน คงค้างอยู่แต่เพียงส่วนเดียว และนกยางขาวที่บินมาจับหัวแม่ลิงนั้น คือ พระศรีอาริยเมตไตรยโพธิสัตว์ จะมาปราบอธรรม และช่วยสืบอายุศาสนาของตถาคต เริ่มตั้งแต่ ๒๕๐๐ ปีขึ้นไป จนครบ ๕๐๐๐ ปี”

IMG_1331.JPG

ตามบุรพกรรมสัญญาที่มาระหว่างพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๔ และพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๕ ทำให้องค์พระเมตตรัยโพธิสัตว์ จะต้องมาช่วยสืบอายุพุทธศาสนาของพระพุทธโคดม จวบจนครบพุทธกาลดั่งนี้แล และในระหว่างกาลแห่งการรักษาศาสนาจักร อำนาจสิทธิแห่งวงศ์ศาสนาจักรยังเป็นของพระพุทธองค์เจ้าที่ ๔ แต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น

ภัยพิบัติจะเกิดขึ้นเมื่อพระศรีอาริย์มาปรากฏ
เมื่อพระพุทธเจ้าทรงเล่าอดีตนิทานจบแล้ว จึงพยากรณ์เหตุการณ์สืบต่อไปอีกว่า “เมื่อพระเมตตรัยโพธิสัตว์จะมายกย่องศาสนาของพระตถาคตนั้น จะมีสรรพวัตถุทั้งหลายบังเกิดขึ้นแก่โลก อย่างแปลกประหลาดเหลือจะคณานับ ทั้งเสื้อผ้าอาภรณ์นานาชนิด ก็จะไม่ได้ปั่นและทอด้วยมือเหมือนดังในศาสนาของตถาคต จะมีแต่ผ้าเนื้อบริสุทธิ์ ฝูงมนุษย์เขาจะไม่ติเตียนว่าเป็นขี้หูขี้ตาเขาเท่าจะวัดวา ก็จะมีในยามนั้น แม่หญิงจะนุ่งซิ่นเสื้อลายเหมือนหนังแย้ จะนุ่งเสื้อผ้าแขนกุดขาก้อม หญิงชายจะนุ่งผ้าเป็นอย่างเดียวกัน จะว่าชายก็บ่จริง จะว่าหญิงก็บ่แม่น แม่หญิงจะหวีผมปกหน้า จะใส่ต่างหูยาวง้ำหน้า พ่อชายจะใส่หมวกหุ้มหน้า สิ่งที่ไม่เคยรู้ก็จะได้รู้ สิ่งที่ไม่เคยเห็นก็จะได้เห็น พร้อมด้วยบุรพนิมิตอันชั่วร้ายต่างๆ ก็จะบังเกิดแก่โลกมากมายยิ่งนักดังนี้
๑. ราชภัย ท้าวพระยาจะบังคับเบียดเบียนพลเมือง
๒. โจรภัย จะบังเกิดโจรผู้ร้ายปล้นสะดมทั่วไป
๓. อัคคีภัย ไฟจะไหม้บ้านเมืองไม่ขาดสาย
๔. อสุนีบาต ฟ้าจะผ่าสัตว์และคนล้มตายบ่อยๆ
๕. เมทนีภัย แผ่นดินจะไหวสะท้านไม่ขาดสาย
๖.วาตภัย จะเกิดลมร้ายพัดบ้านเมืองพินาศ
๗. อุทกภัย น้ำท่วมบ้านเมืองและเรือกสวนไร่นา
๘. ทุพภิกขภัย จะเกิดข้าวยากหมากแพงและอดอาหาร
๙. พยาธิภัย จะเกิดโรคระบาดคนและสัตว์ล้มตาย
๑๐. สัตถภัย จะรบราฆ่าฟันกันล้มตายร้ายแรง

… ” ในขั้นสุดท้าย แผ่นดินจะไหวเดือนละหลายครั้ง จะมีสุริยะคราสหรือจันทรคราสบ่อยครั้ง จะเห็นผีพุ่งไต้บ่อยๆ ดาวหางและแสงประหลาดจะบังเกิดให้เห็นไม่ขาดระยะ จะได้ยินเสียงดังในอากาศคล้ายระเบิดและปืนใหญ่ แร้งกาจะลงบินเกาะบ้านเมืองอย่างผิดธรรมดา ฝูงมนุษย์จะเดือดร้อนและขวักไขว่กันไปมา จะบังเกิดสงครามฆ่าฟันกันตายเหมือนใบไม้ร่วงไปทุกหนทุกแห่ง

แต่หลังจากภัยต่างๆ ได้สงบลงแล้ว มนุษย์จะบริบูรณ์ด้วยศีลธรรม พระยาธรรมิกราชจะสงเคราะห์มนุษย์ที่ยากไร้อนาถา ด้วยสมบัติบรมจักร เพื่อให้มนุษย์สมบูรณ์พูนสุขอย่างที่ได้กล่าวไว้แล้วในตอนต้น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น