ผู้เขียนขอเล่าถึงลูกแก้วลูกแรกที่ได้มา คือ จากที่เขาคลังใน เมืองศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์
เรื่องมีอยู่ว่า ขณะนั้นรู้ว่าเมืองศรีเทพคือ เมืองปาฏลีบุตร อยู่มาวันหนึ่งจึงในใจว่า ถ้าเป็นแบบนี้จริง แล้วผู้คนไม่รู้ว่าเมืองนี้คือเมืองของพระเจ้าอโสก ฉะนั้นเราควรทำพิธีสักการะ บวงสรวง พระเจ้าอโสก ในขณะน้ันผู้เขียนไม่รู้เลยว่าบวงสรวงเค้าทำกันอย่างไร แต่เห็นมีบายศรี และมีของไหว้สักการะ เลยคิดว่าจะทำบายศรี ๙ ชั้น สำหรับไหว้พระเจ้าอโสก คิดไปว่าเปิดยู้ทู้ปไปคงทำได้แน่ เลยไปร้านเครื่องเขียนซื้อโฟม ซื้ออุปกรณ์มา และไปตลาดไปซื้อใบตองมา แล้วมาเริ่มทำ โอ้โห ยากกว่าที่คิดไว้มาก เลยนั่งทำอยู่พัก แล้วคิดว่า คงไม่สำเร็จแน่นอน จึงไปเรียกแม่บ้านจากที่ทำงานมาช่วย แม่บ้านคนหนึ่งบอกว่า ทำไม่เป็นหรอกเดี๋ยวไปเรียกแม่บ้านอีกคนที่ทำเป็นมาช่วย แล้วแม่บ้านถามว่า บายศรีเค้าไม่ทำกันง่ายๆ นะ จะเอาไปทำอะไร เลยบอกว่า จะเอาไปไหว้บูรพกษัตริย์ เค้าบอกว่า อย่างนั้นเค้าจะช่วย แล้วยังบอกอีกว่า โชคดีนะวันนี้ไม่ต้องไปรับหลาน เลยอยู่ช่วยได้ เลยให้แม่บ้านสองคนช่วย เสร็จเกือบเที่ยงคืน บายศรีสูงมากกว่าที่จะใส่ในรถ กว่าจะใส่ได้ เช้ามาต้องรีบออกไปศรีเทพ เพชรบูรณ์ เลยกะว่าออกสักตีสี่แล้วกัน พอเตรียมของเสร็จก็ออกเดินทาง และต้องพยุงบายศรีไปด้วยจนถึงเพชรบูรณ์ นอกจากนั้นยังไม่พอฝนตกหนักตลอดทาง และได้ยินข่าว่าที่โคราชน้ำท่วม โอ้โหจะทำอย่างไรดี แต่ก็พยายามไปจนถึงให้ได้ นัดกับเพื่อนไว้ที่ศรีเทพ พอไปถึงที่หมายก็คิดว่า สงสัยไม่ได้ทำแน่เลยฝนตกขนาดนี้ เลยตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์รับรู้ ขอจงเปิดทางให้ข้าพเจ้าด้วย อีกพักฝนหยุดตก เราเลยไปขออนุญาตเจ้าหน้าที่เพื่อเอาของสักการะไปไหว้


ในตอนนั้นคิดว่า นอกจากพระเจ้าอโสกแล้ว เราสองคนได้นิมนต์รูปปั้นพระอุปคุตไปด้วย โดยนิมนต์พระอุปคุตจากสะดือทะเลมาฉันเพลด้วย หลังจากนั้นพวกเราก็ตั้งสำรับสำหรับพระอุปคุต และเครื่องสักการะ
พระเจ้าอโสกเรียบร้อย พอมาดูอีกทีแล้วคิดว่าสำรับของพระเจ้าอโสกควรอยู่ต่ำกว่าของพระอุปคุต ก็เลยยกสำรับลงมา ปรากฏว่า พอยกถาดขึ้นก็ได้เห็นลูกแก้วลูกหนึ่งสะท้อนเข้าตา เลยหยิบมา อ้าวเมื่อกี้มันไม่มีนี่หน่า มาจากไหนเนียะ ก็เลยอธิษฐานว่า ลูกแก้วนี้อาจมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้มา จึงขออนุญาตเก็บไว้
หลังจากนั้นก็ได้นิมนต์พระอุปคุตมาจากสะดือทะเลเพื่อมาฉันเพลที่จัดไว้ และก็อธิษฐานจิตไหว้พระเจ้าอโสก และบอกท่านว่า ท่านทำคุณให้พระพุทธศาสนาไว้มากมาย ลูกขอมาสักการะ และจะช่วยเอาคุณความดีของท่านกลับมา แล้วพวกเราก็นั่งสมาธิได้พัก ผู้เขียนได้อธิษฐานจิตว่า ถ้าพระเจ้าอโสกและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้รับรู้ ขอให้พระอาทิตย์ทรงกลด พอออกจากสมาธิลืมตามา แล้วมองไปยังท้องฟ้า ก็เกิดพระอาทิตย์ทรงกลดจริงๆ

เราสองคนจึงตกลงกันว่า จะเดินรอบเขาคลังในและท่องอิติปิโสไปด้วย พอเราเดินได้รอบที่สอง ก็เห็นเปลวไฟอยู่หน้าพระอุปคุต เราสองคนตกใจมาก รีบไปดู ปรากฎว่าของที่ถวายพระอุปคุตไหม้หมด พอยกดูข้างใต้มีตะปูตัวใหญ่ตอกไว้ในหินตรงนั้น เลยมองหน้ากันแล้วบอกว่า หรือว่าพระอุปคุตท่านเผาความอัปมงคลไปแล้วเสียสิ้น ทั้งผลไม้และถาดที่รองไหว้ไหม้หมด ทีแรกกะจะเอาผลไม้เก็บไว้กินเพื่อเป็นสิริมงคล จึงคิดกันว่างั้นต้องเอาไปทิ้งเสียหล่ะ แต่จะไปทิ้งที่ไหนดี เลยตัดสินใจเอาไปลอยน้ำ เราจึงเอาถาดที่ไหม้และผลไม้ไปลอยน้ำที่ท่าน้ำวัดสิงหาราม จังหวัดลพบุรี แม่น้ำไหลจากขวาไปซ้าย แต่พอเราเอาถาดสีทองและผลไม้ที่ไหม้ลงไปลอย ปรากฎว่าถาดลอยอยู่กับที่ (ผลไม้จม) แล้วก็ลอยทวนน้ำ (จากซ้ายไปขวา) แปลกมาก ระยะทางที่เราขับรถจะเอาถาดและผลไม้ไปลอย ก็ปรากฎว่า บนท้องฟ้าปรากฎเมฆรูปมังกรพ่นน้ำ และตรงปากมังกรก็มีรุ้ง และเย็นวันนั้นก็ปรากฏเมฆรูปแปลกๆ มากมาย

ในคืนนั้นเองผู้เขียนก็ฝัน ฝันเห็นผู้เขียนไปที่ศรีเทพอีกหน คราวนี้เห็นที่ศรีเทพมีคันนา และมีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ ผู้หญิงคนนี้ตัวเล็กๆ ผมสั้น (สั้นคล้ายๆ ผมบ๊อบสั้น) นุ่งชุดไทยโบราณ มายืนอยู่แล้วบอกกับผู้เขียนว่า “ต่อไปนี้เจ้าอยากรู้อะไร เราจะบอกเจ้าให้หมด” หลังจากนั้นผู้เขียนก็สะดุ้งตื่น แล้วก็ยกมือไหว้ขอบคุณผู้หญิงคนนั้น

หลังจากที่ได้ลูกแก้วนี้มา ผู้เขียนจึงเก็บไว้ติดตัว ลูกแก้วนี้มีความมหัศจรรย์มาก คือ จะเปลี่ยนสีได้ บางทีก็เป็นสีรุ้ง บางทีก็สีดำคล้ายนิล บางทีก็สีเขียว ข้างในเหมือนมีตัวอะไรอยู่ด้วย มีลูกตา และจะเปลี่ยนรูปร่างไปมาตลอดเวลา ตลอดเวลาที่ผู้เขียนค้นคว้าจะพกลูกแก้วนี้ไว้กับตัวตลอดเวลา หลังจากนี้ก็จะมีลูกแก้วมาปรากฎอยู่เรื่อยๆ บางลูกอยู่ในอ่างล้างหน้าที่บ้าน บางลูกอยู่ตรงโต๊ะนั่งเล่นหน้าบ้าน บางลูกอยู่ในลิ้นชักในครัว บางลูกปรากฎอยู่สถานที่โบราณ ปรากฎให้เห็นตรงนั้นเลย (ก่อนหน้าไม่มี) อย่างที่เขาคลังนอกก็แปลก วันนั้นเราสองคนไปสำรวจเขาคลังนอกอีกหน เดินๆ ไปอยู่ดีๆ เจอลูกแก้วอยู่ระดับสายตา ต่างคนต่างวิ่งไปหาลูกแก้วแล้วหยิบขึ้นมา อ้าวต่างคนต่างเห็นลูกแก้วของตัวเอง โดยที่คิดว่าทีแรกที่เราบอกว่าเราเห็นลูกแก้วปรากฏว่า ต่างคนต่างไปหยิบลูกแก้วของตัวเอง ซึ่งอีกคนมองไม่เห็นแล้วลูกแก้วของอีกคน ลูกแก้วของแต่ละคนมีสีและลักษณะต่างกันอีก (เขียว และ น้ำเงิน)
หลังจากเหตุการณ์นั้นเมื่อไปสถานที่ไหน แม้ว่าจะอยู่ในป่าหรือบางสถานที่ไม่มีคนอยู่เลย ก็จะมีคนมาหาแล้วจะอธิบายว่าสถานที่นั้นๆ สำคัญอย่างไร มีประวัติอย่างไรให้ฟัง อย่างเคยไปที่เพชรบุรี เข้าไปภูเขาไกล ๆ เพื่อไปไหว้พระบาท อยู่ดี ๆ ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งวัยรุ่น สวย ขาว มาอธิบายทุกอย่างให้ฟัง แล้วมาถามว่า พี่รู้จักสถานที่นี้ได้ไง แล้วพี่มาได้อย่างไร พี่รู้ไหมว่า มันคือเมืองลับแล ปกติคนจะขับรถผ่านไปไม่แวะเข้ามาหรอก เค้าก็เล่าว่าทุกวันพระจะมีคนได้ยินเสียงดนตรีไทย ชาวลับแลจะออกมาทำบุญ ไอ้เราก็คิดว่าโห ทำไมน้องผู้หญิงคนนี้สวยจัง ผิวไม่น่าอยู่ป่าอยู่เขาเลย แล้วทำไมรู้อะไรมากจังเลย เลยให้ทิปน้องคนนั้นไป แต่เค้าไม่ยอมเอา เลยยัดใส่มือเค้าไว้ น้องบอกว่า งั้นหนูขอเอาเงินนี้ไปทำบุญนะ เลยบอกเค้าว่าขออนุโมทนาด้วย
ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็จะมีคนๆ หนึ่งมาอธิบายและบอกความสำคัญของสถานที่นั้น ๆ บางทีผู้เขียนแปลกใจมาก โห ตรงกับพระไตรปิฎกเลย แต่บางอย่างที่รับรู้ก็ไม่สามารถบอกได้หมด บางที่พอไปถึง คนประจำสถานที่จะถามว่า มาได้อย่างไร ก็บอกเค้าไปว่า ตั้งใจมาเลย ไม่ได้มา เค้าบอกว่า ผมรู้ว่า สถานที่นี้ถ้าคุณมาได้ ไม่ใช่บังเอิญแน่นอน เค้าเลยพาไปดูสถานที่และบอกข้อมูลที่สำคัญมากมาย เป็นต้น
พวกเราเข้าไปในถ้ำโดยมีคนนำทางหนึ่งคน ที่หลวงพ่อบุญส่งให้พาพวกเราเข้าถ้ำ พวกเราเข้าไปพร้อมกับดอกบัวกำหนึ่ง คนนำทางก็พาเข้าไปในถ้ำ พาไปสวดมนต์ในถ้ำ แล้วพาเข้าไปในถ้ำลึกข้างในมีน้ำ ปรากฎว่าคนนำทางลื่นไถลลงไป เพื่อนเลยลงไปจะช่วยดึงเค้าขึ้นมา ถ้ำมืดและลื่นมาก ปรากฏว่าเพื่อนเห็นแสงแวบเข้าตา พอหยิบมาก็เป็นลูกแก้วใสมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ มีทรงแบน ในใจผู้เขียนรู้สึกได้ทันทีว่า พระมหากัสสปะท่านอนุญาตแล้ว พอเดินออกไปถึงรูปปั้นท่าน จึงบอกคนนำทางว่า ขอดอกบัวดอกหนึ่ง จะเอาไปไหว้พระมหากัสสปะ เพื่ออธิษฐานจิต พอเอาดอกบัวขึ้นไหว้บอกว่า ลูกถือว่า ท่านอนุญาตแล้ว ที่ลูกจะเอาสถานที่บางสถานที่บอกผู้คน ลูกจะไม่ขอให้เจอลูกแก้วอีกเพื่อเป็นการยืนยันอีก เพราะมันจะเหมือนการโลภไป หลังจากไหว้ยังไม่ทันลืมตา เพื่อนบอกว่า อ๋อๆ ดูสิ ลูกแก้วเต็มไปหมดเลย เท่านั้นผู้เขียนก็เก็บลูกแก้วบางส่วนมา แล้วถามคนนำทางว่า เอาไปได้ไหม คนนำทางบอกว่า ให้ไปถามพระอาจารย์ก่อน ขาออกจากถ้ำเลยกลับไปถามท่านว่า ลูกแก้วนี้จะเอาไปได้ไหม ท่านบอกว่า เอาไปเหอะ เค้าให้โยม มันเป็นของโยม เพราะปกติมันจะไม่มีลูกแก้วอยู่ตรงนั้นนะ ก็เลยกราบท่านแล้วหยิบเอาลูกแก้วไป (ทั้งหมด ๘ ลูก) พอเอาไปล้าง ลูกแก้วเหล่าน้ันสวยมาก
หลังจากที่ออกจากถ้ำคนนำทางถามว่า จะไปอีกถ้ำไหม ถ้ำนี้ซับซ้อนกว่าเดิมมาก ผู้เขียนไม่อยากลงรายละเอียด แต่รู้ว่าพวกเราหลงอยู่ในถ้ำ เพราะผู้เขียนไปพบฟันคนโบราณแล้วเก็บไว้กะจะเอามาศึกษา และเมื่อทิ้งไป อีกสักพักใหญ่จึงหาทางออกได้

เรื่องลูกแก้วนี้มาตลอดในช่วงระยะเวลาค้นคว้าเรื่องพระพุทธศาสนาในประเทศไทย แม้กระทั้งที่วัดมเหยงคณ์ ผู้เขียนไปกราบตรงเจดีย์วัดมเหยงคณ์ และผู้เขียนอธิษฐานว่า ถ้าเรื่องที่ลูกค้นคว้ามานี้ถูกต้อง สถานที่นี้คือ มหิยังคณ์อย่างที่้ค้นคว้ามา ลูกขอเจอลูกแก้วด้วยเถิด หลังจากนั้นไม่ถึงสองนาที ลูกแก้วปรากฎอยู่ตรงเจดีย์ระดับสายตาพอดี ผู้เขียนเลยเข้าไปกราบอย่างดีใจมาก

การที่ผู้เขียนได้ทำเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธองค์และประวัติพระพุทธองค์ ผู้เขียน (วัชรจักร) ได้ทำการขออนุญาตพระพุทธองค์และครูบาอาจารย์รวมทั้งบรรพบุรุษและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตลอดมา ตั้งแต่เริ่มค้นคว้าก็ทำการขออนุญาต เริ่มเขียนหนังสือก็ทำการขออนุญาต ระหว่างเขียนหนังสือทุกวันจะสวดมนต์และอธิษฐานว่า “ขออาราธนาองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า มาเป็นประธานในการทำหนังสือครั้งนี้ . . . เพื่อนำพระพุทธศาสนากลับสู่มาตุภูมิ” ทำแบบนี้ก่อนลงมือเขียนหนังสือตลอด และเมื่อเขียนหนังสือก่อนที่จะเผยแพร่ออกไป ก็ได้ทำพิธีแห่พระพุทธเจ้าเปิดโลก เพื่อขอนุญาตพระพุทธองค์ให้เปิดพุทธประวัติของพระพุทธองค์ เพราะเราเป็นแค่คนธรรมดาการที่จะทำอะไรกับของสูงต้องขอนุญาตและให้เป็นไปตามพุทธบารมีกำหนดให้เป็นไป

ผู้เขียนและเพื่อนๆ ญาติธรรมที่ได้ทำพิธีแห่พระพุทธเจ้าปางเปิดโลก เริ่มต้นจากวัดชนะสงคราม และเริ่มทำพิธีหน้าวัดพระแก้ว และอัญเชิญพระธรรมจักรดอกไม้ไว้ตามสถานที่สำคัญต่างๆ เช่น ถ้ำนารายณ์ วัดเขาวง สระบุรี, วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรี, เขาคลังนอก เพชรบูรณ์ และพวกเราได้ถวายพระไตรปิฎกหนึ่งชุด พร้อมทั้งพระธรรมจักรหินไว้ที่ถ้ำแก้ว หรือถ้ำสัตตบรรณคูหา อยู่ที่อำเภอภักดีชุมพล ชัยภูมิ และได้ถวายสังฆทานและผ้าห่มของพระมหากัสสปะ (หลวงปู่เทพโลกอุดร) พร้อมไม้เท้าไว้ที่ถ้ำพระ ที่อยู่ใกล้กัน
ผู้เขียนขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่ได้ร่วมบุญใหญ่ในครั้งนี้
สิ่งเหล่านี้ผู้เขียนได้กระทำไว้แล้ว และดีใจมากที่ได้ทำไว้ก่อนโรคระบาดจะเกิดขึ้นในโลกนี้ ในปีนี้
(พ.ศ.๒๕๖๓) แม้แต่งานบุญใดๆ ประเทศไทยแทบจะไม่ได้ทำกันเลย อย่างน้อยผู้เขียนได้การขออนุญาต
พระพุทธองค์อย่างเป็นทางการแล้ว
บันทึกไว้ก่อนวันวิสาขะบูชา (พุธที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๓)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น