03 มิถุนายน 2563

ชนชาติไทยจากราชอาณาจักรสุวรรณภูมิ ขยายอาณาเขตไปเป็นบริเวณกว้างในเอเชียตั้งแต่ก่อนพุทธกาล

ชนชาติไทยจากราชอาณาจักรสุวรรณภูมิ ขยายอาณาเขตไปเป็นบริเวณกว้างในเอเชียตั้งแต่ก่อนพุทธกาล

1393753586-433pxTaika-o.png 

อ้างอิงจากหนังสือ “ตีลังกา สืบหาชมพูทวีป”, หนังสือ “กาเลหม่านไต” และหนังสือ “ประวัติศาสตร์และโหราศาสตร์ คัมภีร์สุวรรณโคมคำ Astro 001”

อาณาจักรที่ปกครองโดยคนเชื้อชาติไทยในสมัยโบราณ ได้แผ่ขยายไปกว้างขวาง ไปทางตะวันตกไปถึงประเทศอินเดียและประเทศแถบอินเดียตะวันตก เช่น ปากีสถาน อาฟกานิสถาน หรือ แม้กระทั่งจีนตอนใต้ อย่างที่ทราบกันตอนนี้ คือ สิบสองปันนา ซึ่งคนไทยที่นั่นพูดภาษาไทยและมีวัฒนธรรมไทยทั้งสิ้น อาณาจักรน่านเจ้าที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งปัจจุบันอยู่ทางใต้ของประเทศจีน ก็เป็นอาณาจักรของไทยโบราณ ผู้เขียนได้นำเรื่องราวของชนชาติไทยจากดินแดนศรีสุวรภูมิ ของพระธรรมบาล ธมมฺธีโร มาประกอบด้วย ซึ่งผู้อ่านจะทราบว่าชนชาติไทยมีอยู่ ณ ดินแดนที่เรียกว่าประเทศไทยปัจจุบัน และแผ่ขยายไปจนทั่วบริเวณทวีปเอเชีย ไม่ใช่ชนชาติไทยอพยพมาจาก “ภูเขาอันไต” หรืออยพยมาจากจีนตอนใต้แต่อย่างใด อย่างที่ได้มีคนเขียนประวัติศาสตร์ให้คนไทยเรียนมาโดยตลอดแม้แต่นิดเดียว ก่อนอื่นผู้เขียน จะยกตัวอย่างคนไทยในแคว้นอัสสัม ในประเทศอินเดีย มาให้ได้อ่านวิเคราะห์กันดังนี้

หนังสือ “กาเลหม่านไต” โดย ศ. ดร. คุณบรรจบ พันธุเมธา
กาเลหม่านไต เป็นหนึงสือที่ทรงคุณค่า อาจารย์บรรจบ พันธุเมธาเขียนหนังสือเล่มนี้มาเพื่อบันทึกเหตุการณ์เกี่ยวก้บการไปสำรวจและสอบภาษาไทยในอัสสัม เผยแพร่ให้ได้ทราบทั่วกันทั้งในด้านภาษาและความเป็นอยู่ของคนไทยเหล่านั้น ไม่เพียงรักภาษาไทยซึ่งเป็นภาษาชาติกำเนิดของตนและมีความสนใจภาษาของตน ไม่ใช่แต่ต้องการจะอ่านออกเขียนได้ สอนได้เท่านั้น ต้องการจะทราบเรื่อง “อะไร ทำไม เมื่อไร อย่างไร ที่ไหน และ จากไหน” ของภาษาไทย ผู้เขียน(วัชรจักร)โชคดีที่ได้เจอหนังสือเล่มนี้ ซึ่งบิดาของผู้เขียนได้เคยให้ไว้

ผู้เขียนจะเล่าเรื่องจากในหนังสือนี้มาให้ผู้อ่านได้อ่านกัน เป็นตอน ๆ ดังต่อไปนี้
map001.jpg 

ดินแดนที่เรียนกว่า “แควันอัสสัม” เป็นแคว้นสุดของอินเดียทางตะวันออก ต่อแดนกับประเทศพม่า ภูมิประเทศเป็นภูเขาและป่าดงแทบทั้งนั้น แต่ก็พอจะมีที่ราบที่ทำนาได้ ก็แต่ตอนที่เป็นที่ลุ่มน้ำพรหมบุตร ซึ่งเป็นแม่น้ำสายใหญ่มากของอัสสัม ลึกเข้าไปเป็นป่าดง เป็นที่อยู่ของชาวป่า มีมากพวกพรรณด้วยกัน รวมเรียกว่า “พวกนาคะ” หรือ “นาค” มีความหมายว่า “คน” คนหนุ่ม นักรบ

1429710344-935pxTetse-o.jpg 

พวกนี้แหล่ะที่ร้ายมากเพราะชอบล่าหัวคน เมื่อ ๓๐ กว่าปีมานี้เอง (จากที่เขียนคือปีพ.ศ.๒๕๐๔) รัฐบาลอินเดียถึงกับมีประกาศไม่ให้ใครเข้าไปล้วงล้ำดินแดนของพวกนาค ถ้าใครเป็นพลเรือนฝ่าฝืนกล้าเข้าไปและยังรอดกลับมาโดยยังมีหัวอยู่บนคอ ก็ยังต้องถูกรัฐบาลปรับและลงโทษจำคุกด้วย

1429710243-5273383440-o.jpg 

อาจารย์บรรจบ ได้ไปรู้จักกับหญิงสาวนาคเข้าพวกหนึ่ง นึกสงสัยว่าเป็นคนไทย เพราะรูปร่างหน้าตาและแต่เนื้อแต่งตัวไม่ผิดกัน และหญิงสาวคนนี้ก็คงนึกเหมือนกันว่าอาจารย์บรรจบ เป็นนางสาวนาคเช่นเดียวกัน แต่ที่สนทนากันจะสนทนาภาษาอังกฤษ พวกนาคได้มีความเจริญมาไกลแล้ว ทั้งเมื่อเร็ว ๆ นี้ ถึงกับพวกนาคเรียกร้องการปกครองตนเองจากรัฐบาลอินเดีย

รูปถ่ายของพวกนาคสมัยเก่าก็รู้สึกว่า “โป๊” นั่นเอง ส่วนรูปนางสาวสมัยใหม่ถ้าไม่บอกก็นึกว่าเป็นนางสาวไทยปัจจุบันแน่ๆ ดูหน้าตาก็สวยเหมือนหญิงไทย ยิ้มหน้าแฉล้มเห็นฟันขาวราวกับไข่มุก ดูแล้วชื่นใจ พวกนาคที่มไได้รับการศึกษาและยังอยู่เข้าไปในป่าดง และเหลื่อมล้ำเข้าไปถึงดินแดนประเทศพม่า เห็นคงประพฤติล่าหัวคนและชอบกินจอสีเหลือมีสี่เท้าด่างว่ามีโอชารสนักอยู่ตามเดิมไม่มากก็น้อยกระมัง
อาจารย์บรรจบ สังเกตได้ก็คือ ชาวอัสสัม ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือเทศ นิยมกินอยู่ ๒ สิ่ง สิ่งหนึ่งคือ “หมาก” และอีกสิ่งคือ “น้ำชา” คำ “Gauhati” นั้นก็มาจากคำว่ากุวา ภาษาชาวเขาที่แปลว่า “หมาก” และการที่ชาวอินเดียทั้งหลายกินหมากกันก็เพราะได้รับความนิยมไปจากชาวอัสสัม

เสียดายที่ภาษาอาหมได้ตายแน่สนิทมาแล้วตั้งศตวรรษ ไม่มีชาวอาหมคนใดใช้ภาษาอาหมพูดกัน ภาษาที่ใช้ประจำวันนั้นคือภาษาอัสสัม อันเป็นภาษาที่มีรูปภาษาคล้ายคลึงกับฮินดี ห. ในภาษาอัสสัม เช่น โสน (ทอง) = หุน (หนองโสน อาจจะแปลกว่า หนองทองคำ/ผู้เขียน:วัชรจักร)

maxresdefault.jpg 


อาจารย์บรรจบ พันธุเมธา กล่าวไว้ว่า “ผู้ที่สนใจในทางประวัติศาสตร์ก็กำลังช่วยกันค้นคว้าเกี่ยวกับประวัติชนชาติไทย เพื่อยืนยันให้เห็นความยิ่งใหญ่ของบรรพบุรุษไทยก่อนเข้ามาครอบครองอัสสัม ตลอดจนอานุภาพของกษัตริย์อาหมที่ปราบปรามคนพื้นถิ่นได้จนถึงตั้งอาณาจักรอันมั่นคง เรืองอำนาจได้นานกว่า ๖๐๐ ปี”


นอกจากนี้อาจารย์บรรจบ ได้มีข้อสังเกตเกี่ยวกับชาวอาหมคือ ข้อแรกที่เห็นได้เด่นก็คือ “. . .ชาวไทยอาหมทุกคนภูมิใจที่จะขนานนามตนเองว่า “ไทย” และภาคภูมิใจเป็นพิเศษที่ได้มาพบคนไทยจากประเทศไทย เค้าอยากรู้ความเป็นไปของประเทศไทย ซึ่งเค้าถึอว่า เป็นบ้านเกิดเมืองนอนของเค้าแห่งหนึ่งด้วย และในขณะที่เขาสนใจอนาคตและปัจจุบันของคนไทยในประเทศไทย เขาไม่เคยลืมอดีตของชาวไทยอาหมในอัสสัม ทุกคนจำประวัติศาสตร์ของอาหมได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะวีรกรรมของบรรพบุรุษไทยในดินแดนแถบนี้ เช่นการที่กษัตริย์โมคุลมาบุรุกอัสสัมถึง ๑๘ ครั้งแต่ไม่เคยยึดอัสสัมไว้ได้เลยสักครั้งเดียว ชื่อ “อาหม” จึงเป็นนามมงคลที่เค้าจะต้องเทิดทูน เพราะเขาว่าชื่อนี้แปลว่า “ไม่เสมอกับใคร ไม่เป็นรองใคร” จากคำ “อัสสัม” นั่นเอง ที่จริงข้าพเจ้า (อาจารย์บรรจบ) ก็ไม่ทราบแน่ว่า “อัสสัม” เป็นชื่อดั้งเดิม ชาวไทยที่มายึดดินแดนนี้ไว้จึงเรียกชื่อตัวเองตามชื่อถิ่น หรือถิ่นนี้ได้ชื่อว่า “อัสสัม ไม่เป็นรองใคร” เพราะเป็นดินแดนของชาวอาหม . . .”

นอกจากนี้บ้านในอัสสัม มองไกลๆ เหมือนตึกสีขาวขลิบน้ำตาลไหม้ตามขอบประตูหน้าต่าง ที่แท้จริงหาใช่ตึกก่อนอิฐถือปูนไม่ กลับเป็น “บ้านสร้างด้วยไม้ไผ่สานขัดแตะ”

ชาวไทยอาหมส่วนมากเป็นกสิกร เขาก็ทำมาหากินอยู่ตามไร่ตามนาของเขา นอกจากนี้ชาวไทยอาหมยังมีงานประจำปีของแคว้นอัสสัม ชื่อว่างานนักขัตฤกษ์บีหู จะเริ่มในวันที่ ๑๓ เมษายนของทุกปี เป็นต้นไป งานนี้ไม่มีพิธีทางศาสนามาเกี่ยวข้องเป็นงานรื่นเริงของประชาชนโดยแท้ (ประเพณีสงกรานต์?/ผู้เขียน:วัชรจักร)

รัฐอัสสัมรายล้อมด้วยรัฐพี่น้องทั้งเจ็ด อันได้แก่ อรุณาจัลประเทศ, นาคาแลนด์, มณีปุระ, มิโซรัม, ตริปุระ และ เมฆาลัย รัฐเหล่านี้เชื่อมต่อกับส่วนอื่น ๆ ของอินเดียและจะเห็นได้ว่า ผู้คนในรัฐพี่น้องทั้งเจ็ด หน้าตาเหมือนคนไทยมาก ไม่ได้เหมือนชาวอินเดีย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นชาวอาหมได้อารยธรรมมาจากฮินดูมากมาย (ผู้เขียนได้วิเคราะห์เรื่องที่ชาวไทยโบราณที่ไปอาศัยอยู่ในอินเดีย ได้รับอารยธรรมจากฮินดูอย่างมาก ไว้ในหนังสือ “ตีลังกา สืบหาชมพูทวีป” ไว้โดยสังเขป) โดยเฉพาะระเบียบการกินอยู่และภาชนะเครื่องใช้ คนที่นี่จึงกินข้าวด้วยมือ

เรื่องราวของชาวไทยอาหม ที่อาจารย์บรรจบ พันธุเมธาได้เขียนไว้ยังมีอีกมาก แต่ผู้เขียนยกมาแค่พอให้ผู้อ่านได้วิเคราะห์และเห็นตามได้ เท่านั้น ไว้ถ้ามีโอกาสจะเขียนเพิ่มเติมในโอกาสต่อไป

เมื่อผู้เขียนได้อ่านหนังสือ “ประวัติศาสตร์และโหราศาสตร์ คัมภีร์สุวรรณโคมคำ Astro 001” ของพระธรรมบาล (พระธรรมบาล ธมมฺธีโร) พระธรรมบาลเป็นผู้ที่มีองค์ความรู้ที่ดีมากท่านหนึ่งเลยทีเดียว ท่านได้บรรยายไว้ในหนังสือนี้ ถึงชนชาติไทย (ชาวลวทยฺย หรือ ลวไทย) ที่มีความชำนาญเฉพาะวิชาการ ทำเครื่องโลหะสำริด ประกอบกับสินทรัพย์อันเป็นแร่ธาตุในพื้นที่ส่วนนี้มีอยู่อย่างมหาศาล ด้วยความชำนาญในการผสมโลหะให้มีสีสรรประดุจทอง จึงได้รับการขนานนามว่า “สุวรภูมิ” สินค้าในอาณาจักรนี้เป็นที่ต้องการของทุกแดน และทุกทวีป จนเป็นที่ประจักษ์ว่าเป็นดินแดนของนักแสวงโชค พื้นที่ซึ่งชาว “ลวทยฺย” ได้ตั้งนครนั้นประกอบด้วยดินอันมีสีแดงสดใส ดุจสีของพระอาทิตย์ยามรุ่งอรุณ จึงได้ชื่อเรียกขานนามว่า “ตัมพนคร” แปลว่า นครแห่งดินสีแดงอีกชื่อหนึ่ง (ผู้เขียนจะไม่ลงรายละเอียดในที่นี้)

นอกจากนี้พระธรรมบาล ยังกล่าวถึงพระราชาแห่งศรีสุวรภูมิในยุคพระมหากัสสปะพระพุทธเจ้า ทรงเล็งเห็นภัยแห่งมหาสมุทรอันยิ่งใหญ่ (น้ำท่วมโลก/ผู้เขียน:วัชรจักร) จึงส่งพระราชโอรส ๓ พระองค์พร้อมทั้งข้าราชบริพารไปตั้งเมืองใหม่ ผู้เขียนสังเกตว่า ในสมัยโบราณ กษัตริย์มักจะส่งพระโอรสพร้อมทั้งข้าราชบริพารไปตั้งเมืองใหม่ เพราะคงมีดินแดนที่ว่างเปล่ายังไม่มีใครปกครองอีกมากมาย

พระโอรสองค์ที่ ๑ : เดินทางไปดินแดนที่อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอาณาจักรสุวรภูมิ (สุวรรณภูมิ/ผู้เขียน:วัชรจักร) ไปตั้งนครใหม่ใกล้แม่น้ำพรหมบุตร ทำให้เกิดนครย่อยตลอดเส้นทาง จนเกิดนครใหม่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ในสมัยก่อนพุทธกาล กลุ่มอาริยะ (อาริยะ แปลว่า ดวงอาทิตย์/พระธรรมบาล) ได้แบ่งเป็นสองตระกูล

ตระกูลแรก เป็นกลุ่มที่เดินทางกลางวัน ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายและผูัที่แข็งแรง มีความอดทนต่ออากาศหนาวและความยากลำบากได้ดี และมีจำนวนมาก ได้ข้ามฝั่งคงคาลึกลงไปในอุตรประเทศ ใช้การนับวันโดยระบบการโคจรของดวงอาทิตย์เป็นหลัก กษัตริย์แห่งชนอาริยกะเหล่านี้ เรียกชื่อ ราชวงศ์ว่า “อาทิตย์วงศ์”
ต่อมาภายหลังอาริยกะฝ่ายอาทิตย์วงศ์ ต้องการขยายอาณาจักร

ตระกูลที่สอง – ผู้คนอีกส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วยต้องการอยู่แบบสงบ จึงพากันแยกย้ายตัวกลับมาทางเดิม บางพวกก็กระจายตัวกันอยู่ในเขตลุ่มน้ำอิรวดี เขตลุ่มน้ำสาละวิน และตามเส้นทาง บางส่วนกระจายตัวอิสระเข้าสู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศไทยปัจจุบัน ซึ่งถูกเรียกว่า อุมง เสลา ตามชื่อนคร บางทีเรียกว่า “พวกกรอม” ในตำนานสิงหลวัติเรียก “ขอมดำ” ซึ่งนักมานุษยวิทยาเรียกว่า “พวกขวานหินมีบ่า” (พระธรรมบาล ธมมฺธีโร)

พระโอรสองค์ที่ ๒ และ ๓    นำไพร่พลขึ้นสู่ทิศอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) ของอาณาจักรศรีสุวรภูมิ (ประเทศไทยปัจจุบัน/ผู้เขียน:วัชรจักร) นำไพร่พลสร้างนครน้อยตามเส้นทางบกนับแต่ลวรัฐ ตลอดแนวทางจนถึงจังหวัดเลย ข้ามแม่น้ำโขงที่เชียงคาน และสร้างนครใหม่ขึ้นชื่อว่า “สุวรรณโคมคำ” พลเมืองตั้งบ้านเรือนกระจายไปสองฝั่งแม่น้ำโขง ทั้งนี้เพื่อใช้นครนี้เพื่อเป็นที่พักสินค้าเพราะหนทางสะดวกทั้งทางบกทางน้ำ โดยให้พระราชโอรสองค์ที่ ๓ องค์สุดท้องดูแลนครน้้น (พระธรรมบาล ธมมฺธีโร)
พระโอรสผู้พี่ (องค์ที่ ๒) พาข้าราชบริพาร สู่ทิศเหนือ ต่อไป ตามเส้นทางเมืองปากสาย หลวงพระบาง พงศาลี เมืองยูใต้ เมืองยูเหนือ ยูนาน ข้ามแม่น้ำชีฉางเชา และตั้งนครใหม่ดอนฝั่งเหนือของแม่น้ำเหลือง (พระธรรมบาล ธมมฺธีโร)

ผู้เขียน (วัชรจักร) คาดว่า พวกชาวนาคาที่มีหน้าตาเหมือนคนไทยและหลายๆ เผ่าในอินเดีย ที่มีหน้าตาเหมือนคนไทย ในรัฐอัสสัมและรัฐเจ็ดพี่น้อง (อรุณาจัลประเทศ, นาคาแลนด์, มณีปุระ, มิโซรัม, ตริปุระ และ เมฆาลัย) อาจเป็นพวกของพระโอรสองค์โตของพระราชาศรีสุวรภูมิ (สุวรรรณภูมิ) ที่มีความชำนาญในการรบ มีความทนทานต่ออากาศหนาว ได้อพยพไปสร้างบ้านเมืองไว้ในอินเดีย ที่พระธรรมบาลท่านได้กล่าวไว้ เพราะชาวนาคามีความชำนาญในการรบมาก และมีความกล้าหาญอย่างมาก อย่างในบันทึกของอาจารย์บรรจบ พันธุเมธา แต่ในที่สุดชนชาติไทยที่ได้ไปอาศัยในอินเดียก็ถูกฮินดูกลืนไป ผู้เขียนได้วิเคราะห์เรื่องนี้ไว้ในหนังสือ “ตีลังกา สืบหาชมพูทวีป” แล้วผู้เขียนอยากให้คนไทยเห็นความสำคัญในความเป็นชนชาติไทยที่มีความกล้าหาญ แข็งแกร่ง มีอารยะธรรมมาแต่สมัยโบราณ และมีวันชาติเป็นของตนเอง คือ วันสงกรานต์ ผู้เขียนได้สนทนากับพระธรรมบาล ท่านอยากให้ผู้เขียนได้บอกให้คนไทยทราบว่า คนไทยนี่ยิ่งใหญ่ เราเคยขยายอาณาเขตไปใหญ่มาก ประมาณ ๑๕๐ เท่าของประเทศไทยปัจจุบัน (๒๕๖๓) และคนไทยมีวันชาติไทย คือ วันสงกรานต์ นั่นเอง
 
ถ้ามีโอกาสผู้เขียนจะเขียนถึง อาชีพของชนชาติไทย ชนชาติไทยไม่ว่าจะอยู่ ณ แห่งหนตำบลใด จะยึดเอาอาชีพที่ถนัดคือ เกษตรกรรม ชอบเพาะปลูก ไม่ถนัดเรื่องค้าขายแม้แต่น้อย มาเล่าสู่กันฟังต่อไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น