03 มิถุนายน 2563

การเสด็จลังกาทวีป ของพระพุทธเจ้าทั้ง ๓ ครั้ง

อ้างอิงจากหนังสือ “ตีลังกา สืบหาชมพูทวีป” หน้า ๑๙๘-๒๐๑ 

ตามข้อสันนิษฐานของหนังสือ “ตีลังกา สืบหาชมพูทวีป” คือ เกาะลังกาตั้งกินบริเวณตั้งแต่จังหวัดลพบุรี สระบุรี และพระนครศรีอยุธยา ซึ่งสืบเนื่องมาจากตั้งแต่สมัยก่อนพุทธกาล คือ สมัยรามเกียรติ์ ที่มีบันทึกในสมุดดำพระบาทลพบุรี (สระบุรี)ไว้ว่า พระรามสิ้นชีวิตได้ ๑๐๖ ปี ก่อนที่ตถาคตมาเหยียบหนองโสน (พระนครศรีอยุธยา)

วัดพระราม.jpg 

เมืองต่างๆ เหล่านี้ เมื่อยุคพุทธกาล ดินแดนทั้งสามนี้ รวมกันเรียกว่า”เกาะลังกา”

พระพุทธเจ้าเสด็จไปยังเกาะลังกาทั้งหมด ๓ ครั้ง เสด็จเหาะไปทางอากาศ เพื่อจะชำระลังกาทวีป ด้วยพุทธดำเนินลีลาศดังพระยาไกรสรราชสีห์ ก็บรรลุถึงลังกาทวีปด้วยอนันตพุทธลีลางามหาที่สุดมิได้ เกาะลังกาสวยงามไปด้วยป่าอันเขียว ดาษดื่นไปด้วยหญ้าแพรกอันเขียวงามทั่วไปแทบริมฝั่งแม่น้ำแล
“มหิยังคณ์สถูป”
ประดับด้วยถ่องแถวธารอันใสสะอาด มีอุทยานของยักษ์ชื่อว่า “มหานาควันอุทยาน”

มีความยาว ๓ โยชน์ กว้าง ๑ โยชน์ อยู่ท่ามกลางเกาะลังกา
มหิยังคณ์สถูปนั้นสำหรับหมู่ยักษ์มาประชุมพร้อมกันในวันอุโบสถแลยักอาชญาประกาศว่า ยักษ์ตนใดมิได้มาสู่ที่สมาคมในมหานาควันอุทยานแลยักษ์ตนนั้นเป็นโทษมิให้เข้าสู่ที่สมาคมแลมิให้ทำการอาวาหวิวาหกับด้วยนางอสูรกัลยาในลังกา

เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปสู่สมาคมแห่งยักษ์ ไปยังมหิยังคณ์สถูปโดยรอบคอบอากาศ ทรงจับซึ่งหนังนิสิทนอันหนึ่งด้วยพระหัตถ์สำแดงปาฏิหาริย์ด้วยอธิษฐานฤทธิ์จนเป็นที่เกรงกลัวแห่งหมู่ยักษ์ แลพระองค์ได้โอกาสตั้งอยู่ในภูมิแผ่นดินลังกาทวีปแล้ว ภัยทั้งปวงจะหายไปในกาลบัดนี้ ท่านทั้งหลายให้ที่ปูนิสิทนสัณฐัตแก่ตถาคต ๆ จะกระทำให้ท่านปราศจากภัยอันตรายในวันนี้

หลังจากฝูงยักษ์ถวายปฏิญาณว่าจะถวายลังกาทวีปให้แก่พระองค์ ๆ ก็เสด็จทรงลงจากอากาศก็ลาดลง
นิสิทนสัณฐัต ในที่จะตั้งมหิยังคณ์เจดีย์ ทรงพระอธิษฐานว่า เมื่อพระตถาคตปูสัณฐัตในทิศทั้งปวง อันว่าวัตถุทั้งปวงเป็นต้นว่าภูเขาละดาปาสาณรุกขชาติ สุมทุมพุ่มพนัศอย่าได้ขัดขวางหนังนิสิทนสัณฐัตอันแผ่ไปให้ราบเสมอแผ่นดินด้วยเดชอธิษฐานฤทธิ์แห่งเรา แลฤทธิเดชานุภาพของหมู่ยักษ์ก็เสื่อมสูญสิ้น ต่างเกรงกลัวหนังนิสิทนสัณฐัตนั้น แลหนังนิสิทนสัณฐัตแผ่กว้างขวางออกไปเท่าใด พระสรีระกายสมเด็จพระโลกนารถเจ้าก็ใหญ่เท่านั้น

หลังจากพระตถาคตทรมารยักษ์ให้รู้คุณประโยชน์นี้แล้ว พระองค์ก็เห็นเกาะหนึ่งชื่อ “คิริยะทวีป” ซึ่ง
อุดมสมบูรณ์ และมีพระดำริว่าที่นี้จะเป็นที่ผาสุกสบายให้เกิดผลวิเศษแก่มนุษย์ทั้งหลายก็หามิได้ จะเป็นที่สุขสบายแก่ฝูงยักษ์ทั้งหลาย ตรัสเหตุผลดังนี้จะเปลี่ยนเกาะลังกาอันเป็นที่ตั้งศาสนามรรคผลไว้ ให้แก่ฝูงชนชาวมนุษย์ ในขณะนั้นพระองค์ก็นำเอาเกาะคิริยะทวีปเข้ามาเคียงกับเกาะลังกาทวีป ด้วยอานุภาพของพระองค์ ประดุจกระทำนำเอาเกาะทั้งคู่ผูกไว้ด้วยเชือกพวนเข้าด้วยกัน

พระองค์จึงทรงพระอธิษฐานว่ายักษ์ทั้งหลาย จงเห็นเกาะคิริยะทวีปนี้ สำแดงให้ยักษ์เห็นคิริยะทวีปประดุจกระทำจักษุของยักษ์ให้หลับแล้วลืมขึ้นอีกที ไปอยู่ที่เกาะคิริยะทวีปแล้ว เมื่อฝูงยักษ์ทั้งหลายเห็นคิริยะทวีป ก็เกิดคิดว่าเราทั้งหลายจะได้หายใจคล่องแล้ว พ้นจากเกาะลังกานี้แล้วจะได้อยู่ในเกาะอันนั้น เมื่อสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าแจ้งจิตรวารแห่งหมู่ยักษ์ทั้งหลายแล้ว ก็ทรงอธิษฐานว่าเกาะคิริยะทวีปนี้จงไปตั้งอยู่ที่เกาะโดยปกติเถิด คิริยะทวีปก็ไปตั้งอยู่ที่เดิมพร้อมด้วยอธิษฐานฤทธิ์นั้น

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อยังยักษ์ทั้งหลายอันร้ายกาจให้ปลาศหนีแล้วก็เสด็จพุทธดำเนิน
ประทักษิณเกาะลังกาสิ้นตติยวารเวียนขวาโดยรอบทรงปรารถนาเพื่อจะเจริญพระมหาปริตรในลังกาทวีปนั้น
สมเด็จพระบวรโลกนารถเจ้าก็สวดพระปริตรผูกพุทธอาณาจักรไว้ในขณะนั้น ก็เสด็จมานิสัชนาการนั่งในที่เสด็จแต่ก่อน แล้วก็ทรงพระสมาบัติในที่นั้น ในขณะนั้นอันว่าหนังนิสิทนสัณฐัตก็สั้นเข้าละน้อย ๆ เป็นปกติดังเก่า

การเสด็จไปเกาะลังกาของพระพุทธเจ้า ๓ ครั้งมีดังนี้

ครั้งแรก ไปปราบยักษ์ ในวันเพ็ญเดือนยี่ (ขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๒) เวลาเย็นหลังจากตรัสรู้ได้ ๙ เดือน เสด็จไปยังมหิยังคณ์สถูปในมหานาควันอุทยานสถานที่ๆ หมู่ยักษ์ใช้ชุมนุมกันในวันอุโบสถและพระพุทธองค์ต้องการย้ายเหล่ายักษ์ทั้งหมดไปยัง คิริยะทวีป และทรงปูพระพุทธอาสน์ “หนังนิสิทนสัณฐัต” อันว่าวัตถุทั้งปวงเป็นต้นว่าภูเขาละดาปาสาณรุกขชาติ สุมทุมพุ่มพนัศอย่าได้ขัดขวางหนังนิสิทนสัณฐัตอันแผ่นให้ราบเสมอแผ่นดินด้วยเดชฤทธิ์อธิษฐานแห่งเรา แลอย่าให้มีเป็นป่าชัฎที่หลบหลีกเร้นซ่อนแก่หมู่ยักษ์ทั้งหลายในลังกาทวีปนี้ ตรัสเห็นเหตุผลที่จะเปลี่ยนเอาลังกาทวีปอันเป็นที่ตั้งศาสนามรรคผลไว้แก่ฝูงชนชาวมนุษย์ เมื่อยักษ์อันร้ายกาจทั้งหลายปลาศหนีไปแล้ว ก็เสด็จพุทธดำเนินประทักษิณเกาะลังกาสิ้นตติยวารเวียนขวาโดยรอบ ก็ทรงปรารถนาเพื่อจะเจริญพระมหาปริตรในลังกาทวีปนั้น สมเด็จพระบวรโลกนารถเจ้าก็สวดพระปริตรผูกพุทธอาณาจักรไว้ในขณะนั้น ก็เสด็จมานิสัชนาการนั่งในที่เสด็จแต่ก่อนแล้วก็ทรงพระสมาบัติในที่นั้น ในขณะนั้นอันว่าหนังนิสิทนสัณฐัตก็สั้นเข้าละน้อยๆ เป็นปกติดังเก่า เมื่อจบพระธรรมเทศนาแห่งพระพิชิตมารสัพพัญญูเจ้านั้น แลเทวดาทั้งหลายอันตั้งอยู่ในพระไตรสรณาคมน์แลศีล จะนับประมาณมิได้
มหิยังคณ์สถูป ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ วัดมเหยงคณ์ หมู่ที่ ๕ ตำบลนตรา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งจะกล่าวถึงรายละเอียดของมหิยังคณ์สถูปหรือวัดมเหยงคณ์ในคราวต่อไป


วัดเขาแก้ววรวิหาร สระบุรี.jpg

ครั้งที่สอง ไปสั่งสอนนาคลุงหลานในนาคทวีปในวันแรม ๑๕ ค่ำเดือน ๕ พุทธพรรษาที่ ๕ พระพุทธองค์เล็งเห็นด้วยจักษุญาณของสงครามแห่งนาคราชลุงมโหทรนาคราช และหลานจุโลทรนาคราช จะรบกันเพื่อชิงบัลลังก์แก้วมณี พระองค์จึงเสด็จมายังนาคทวีปเพื่อแย่งแท่นแก้วมณีอันหาค่ามิได้ หลังจากใช้พระปาฏิหาริย์สยบเหล่านาค ฝูงนาคทั้งสองฝ่ายมีความชื่นชมภิรมย์สยบด้วยรสพระธรรมเทศนา ก็ยอมพร้อมกันถวายแท่นแก้วมณี จึงประดิษฐานไม้ราชายตนะเจดีย์ไว้ในที่ตรัสพระสัทธรรมเทศนานั้นแล้วก็ให้แท่นแก้วอันมีค่าเป็นอันมาก แก่พยานาคทั้งสองฝ่ายเพื่อจะเป็นที่เคารพบูชา ท่านจงนมัสการแท่นแก้วมณีที่พระตถาคตบริโภคเป็นบริโภคเจดีย์ ๆ จงบูชาเคารพเถิดจะจำเริญสุขประโยชน์แก่ตัวท่านทั้งปวง หลังจากนั้นก็เสด็จกลับมหาเชตวันวิหาร
ปัจจุบันที่ตั้งของแท่นแก้วมณีอันหาค่ามิได้ สันนิษฐานว่า ตั้งอยู่ที่บริเวณวัดเขาแก้ววรวิหาร ตำบลต้นตาล อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี

ท่าน้ำศักดิ์สิทธิ์.jpg



พระปรางค์สามยอด พพธจ เข้าสมาบัติ.png
 
ครั้งที่สาม เสด็จไปกัลยาณีประเทศ พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์เป็นบริวาร ๕๐๐เมื่อพุทธพรรษาที่ ๘ หลังจากผ่านวันวิสาขบูชา (ขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๖) ไปสองวัน คือ วันแรม ๒ ค่ำเดือน ๗ สู่แท่นอันมีค่ามากในมณฑปแก้วอันพระยานาคกระทำไว้ ในกัลยาณีเจติยถาน และเหาะไปพร้อมกับพระภิกษุสงฆ์ไปประทับรอยพระบาทไว้ยอดเขาสุมนกูฏ แล้วพาพระสงฆ์บริวารมาอยู่ที่วิหารคือสมาบัติสุขเป็นต้น ในที่เชิงเขาสุมนกูฏบรรพต จึงเสด็จไปสูทีฆวาปีอันเป็นที่จะตั้งพระเจดีย์สถาน เสด็จนิสัชนาการในที่นั้นกับทั้งพระสงฆ์เข้าสมาบัติ แล้วเสด็จไปยังเมฆวนาราม เสด็จนั่งในที่ประดิษฐานต้นพระมหาโพธิ์กับทั้งพระสงฆ์สาวกเข้าพระสมาบัติ แล้วเสด็จกับพระสงฆ์นั่งในที่ตั้งพระสถูปในถูปารามเข้าสมาบัติในที่นั้น หลังจากนั้นเสด็จกลับมหาเชตวันวิหาร

รอยพระบาทเขาสุมนกูฏ ปัจจุบันคือ รอยพระบาทที่ เขาพระพุทธฉาย จังหวัดสระบุรี
ถูปาราม คือ พระปรางค์สามยอด จังหวัดลพบุรี

มเหยงคณ์ VS mahiyangana เดิม-2.png 

อ้างอิงจากหนังสือ “ตีลังกา สืบหาชมพูทวีป” หน้า ๑๙๘-๒๐๑

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น