03 มิถุนายน 2563

เมืองเวสาลี กับ รตนสูตร

AW_Pray_8.5 x 14 inch_P001.jpg
AW_Pray_8.5 x 14 inch_P002.jpg
เจริญพระพุทธมนต์ ระตะนะสุตตัง (รตนสูตร)
ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ
ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข
สัพเพ วะ ภูตา สุมะนา ภะวันตุ
อะโถปิ สักกัจจะ สุณันตุ ภาสิตัง
ตะสมา หิ ภูตา นิสาเมถะ สัพเพ
เมตตัง กะโรถะ มานุสิยา ปะชายะ
ทิวา จะ รัตโต จะ หะรันติ เย พะลิง
ตะสมา หิเนรักขะถะ อัปปะมัตตา ฯ
ยังกิญจิ วิตตัง อิธะ วา หุรัง วา
สัคเคสุ วา ยัง ระตะนังปะณีตัง
นะ โน สะมังอัตถิ ตะถาคะเตนะ
อิทัมปิพุทเธ ระตะนังปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิโหตุ ฯ
ขะยัง วิราคังอะมะตัง ปะณีตัง
ยะทัชฌะคา สะกยะมุนี สะมาหิโต
นะ เตนะ ธัมเมนะ สะมัตถิกิญจิ
อิทัมปิธัมเม ระตะนังปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิโหตุ ฯ
ยัมพุทธะเสฏโฐ ปะริวัณณะยี สุจิง
สะมาธิมานันตะริกัญญะมาหุ
สะมาธินา เตนะ สะโม นะ วิชชะติ
อิทัมปิธัมเม ระตะนังปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิโหตุ ฯ
เย ปุคคะลา อัฏฐะ สะตัง ปะสัฏฐา
จัตตาริ เอตานิ ยุคานิ โหนติ
เต ทักขิเณยยา สุคะตัสสะ สาวะกา
เอเตสุ ทินนานิ มะหัปผะลานิ
อิทัมปิสังเฆ ระตะนังปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิโหตุ ฯ
เย สุปปะยุตตา มะนะสา ทัฬเหนะ
นิกกามิโน โคตะมะสาสะนัมหิ
เต ปัตติปัตตาอะมะตัง วิคัยหะ
ลัทธามุธานิพพุติง ภุญชะมานา
อิทัมปิสังเฆ ระตะนังปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิโหตุ ฯ
ยะถินทะขีโลปะฐะวิง สิโต สิยา
จะตุพภิ วาเตภิอะสัมปะกัมปิโย
ตะถูปะมังสัปปุริสัง วะทามิ
โย อะริยะสัจจานิ อะเวจจะ ปัสสะติ
อิทัมปิสังเฆ ระตะนังปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิโหตุ ฯ
เย อะริยะสัจจานิ วิภาวะยันติ
คัมภีระปัญเญนะ สุเทสิตานิ
กิญจาปิ เต โหนติ ภุสัปปะมัตตา
นะ เต ภะวัง อัฏฐะมะมาทิยันติ
อิทัมปิสังเฆ ระตะนังปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิโหตุ ฯ
สะหาวัสสะ ทัสสะนะสัมปะทายะ
ตะยัสสุ ธัมมา ชะหิตาภะวันติ
สักกายะทิฏฐิ วิจิกิจฉิตัญจะ
สีลัพพะตัง วาปิยะทัตถิกิญจิ
จะตูหะปาเยหิ จะ วิปปะมุตโต
ฉะ จาภิฐานานิ อะภัพโพ กาตุง
อิทัมปิสังเฆ ระตะนังปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิโหตุ ฯ
กิญจาปิโสกัมมัง กะโรติ ปาปะกัง
กาเยนะ วาจายุทะ เจตะสา วา
อะภัพโพ โสตัสสะ ปะฏิจฉะทายะ
อะภัพพะตา ทิฏฐะปะทัสสะ วุตตา
อิทัมปิสังเฆ ระตะนังปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิโหตุ ฯ
วะนัปปะคุมเพ ยะถา ผุสสิตัคเค
คิ-มหานะมาเส ปะฐะมะสะมิงคิ-มเห
ตะถูปะมัง ธัมมะวะรัง อะเทสะยิ
นิพพานะคามิง ปะระมังหิตายะ
อิทัมปิพุทเธ ระตะนังปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิโหตุ ฯ
วะโร วะรัญญู วะระโท วะราหะโร
อะนุตตะโร ธัมมะวะรัง อะเทสะยิ
อิทัมปิพุทเธ ระตะนังปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิโหตุ ฯ
ขีณัง ปุราณัง นะวัง นัตถิสัมภะวัง
วิรัตตะจิตตายะติเก ภะวะสมิง
เต ขีณะพีชา อะวิรุฬหิฉันทา
นิพพันติ ธีรา ยะถายัมปะทีโป
อิทัมปิสังเฆ ระตะนังปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิโหตุ ฯ
ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ
ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข
ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง
พุทธัง นะมัสสามะ สุวัตถิโหตุ ฯ
ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ
ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข
ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง
ธัมมัง นะมัสสามะ สุวัตถิโหตุ ฯ
ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ
ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข
ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง
สังฆัง นะมัสสามะ สุวัตถิโหตุ ฯ

คำแปล รตนสูตร

หมู่ภูตประจำถิ่นทั้งหลาย ที่ประชุมกันอยู่ในเมืองนี้ก็ดี ที่ประชุมกันอยู่ในอากาศก็ดี ขอหมู่ภูตทั้งปวงนั้น จงเป็นผู้มีใจดี และจงฟังธัมม์ของพระตถาคตเจ้าที่เรากล่าวแล้วนี้โดยเคารพเถิด เพราะเหตุนี้ ที่ท่านทั้งหลายเป็นผู้มีใจดีอย่างนี้นั้นแล ท่านภูตทั้งหลายจงตั้งใจฟัง แล้วกระทำไมตรีจิตในชุมชนหมู่มนุษย์ ขอท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาท รักษาหมู่มนุษย์ผู้ซึ่งสังเวยท่านด้วยพลีกรรมทั้งกลางวัน และกลางคืนตลอดกาลทุกเมื่อเถิดฯ

ทรัพย์อันทำให้ยินดีและปลื้มใจ อย่างใดอย่างหนึ่งในโลกนี้ หรือโลกอื่น หรือว่ารัตนะอันประณีตในสวรรค์ ทรัพย์ หรือรัตนะนั้นๆ ที่จะวิเศษเสมอด้วยพระตถาคตเจ้านั้นไม่มีเลย คุณวิเศษแม้อันนี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้า ด้วยการกล่าวคำสัจจ์นี้ ขอความสวัสดีจงมีฯ

พระสะกยะมุนีเจ้า ผู้มีพระทัยดำรงตั้งมั่น ได้บรรลุถึงความสิ้นไปแห่งกิเลส และความสิ้นไปแห่งราคะ อันเป็นอมตธัมม์อันประณีตแล้ว สิ่งวิเศษใดๆ จะเสมอด้วยพระธัมม์นั้นย่อมไม่มี คุณวิเศษแม้อันนี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระธัมม์ ด้วยการกล่าวคำสัจจ์นี้ ขอความสวัสดีจงมีฯ

พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ทรงสรรเสริญสมาธิ ว่าเป็นธัมม์อันสะอาด และบัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า สมาธิ เป็นคุณธรรม อันให้ผลโดยลำดับสม่ำเสมอ คุณธรรมอื่นๆ ที่จะเสมอด้วยสมาธิที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญแล้วนั้นย่อมไม่มี คุณวิเศษแม้อันนี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระธัมม์ ด้วยการกล่าวคำสัจจ์นี้ ขอความสวัสดีจงมีฯ

พระอริยบุคคล ๘ จำพวก ๔ คู่ ที่สัตบุรุษสรรเสริญแล้วนั้น เป็นสาวกของพระสุคตเจ้า เป็นผู้ควรรับทานที่หมู่ชนนำมาถวาย ทานทั้งหลายที่ถวายในพระอริยบุคคล ๘ จำพวก ๔ คู่ เหล่านั้นย่อมมีผลมาก คุณวิเศษแม้อย่างนี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระอริยสงฆ์ ด้วยการกล่าวคำสัจจ์นี้ ขอความสวัสดีจงมีฯ

พระอริยบุคคลทั้งหลายในศาสนาของพระโคตะมะเจ้า เป็นผู้ประกอบด้วยความเพียรดีแล้ว มีใจมั่นคง มีความใคร่ออกไปแล้ว พระอริยบุคคลทั้งหลายเหล่านั้น เป็นผู้ถึงอรหัตผลที่ควรถึง ได้หยั่งจิตเข้าสู่นิพพาน แล้วได้ความดับกิเลสโดยง่ายแบบกินเปล่า แล้วจึงเสวยผลที่ได้นั้นอยู่ตลอดกาล คุณวิเศษแม้อย่างนี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระธัมม์ ด้วยการกล่าวคำสัจจ์นี้ ขอความสวัสดีจงมีฯ

เสาใหญ่ที่ฝังลงดินแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหวสั่นสะเทือนด้วยลมพายุจาก ๔ ทิศฉันใด เราตถาคต ย่อมเรียกบุคคลผู้มีปัญญาอันหยั่งลงเห็นอริยสัจทั้งหลาย ว่าเป็นสัตบุรุษผู้ไม่หวั่นไหวด้วยโลกธัมม์ มีอุปมาแม้ฉันนั้น คุณวิเศษแม้อย่างนี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์ ด้วยการกล่าวคำสัจจ์นี้ ขอความสวัสดีจงมีฯ
พระโสดาบัน ผู้กระทำให้แจ้งซึ่งอริยสัจทั้งหลาย ที่พระตถาคตเจ้าผู้มีพระปัญญาอันลึกซึ้ง ทรงแสดงไว้ดีแล้ว แต่พระโสดาบันนั้นก็ยังเป็นผู้ประมาทอยู่ ถึงกระนั้น ท่านย่อมไม่ก่อกรรมเป็นเหตุให้ถือเอาการเกิดในภพชาติที่ ๘ อีกอย่างแน่นอน คุณวิเศษแม้อย่างนี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระอริยสงฆ์ ด้วยการกล่าวคำสัจจ์นี้ ขอความสวัสดีจงมีฯ

พระโสดาบัน ละสังโยชน์ ๓ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ได้แล้ว พร้อมด้วยความถึงพร้อม แห่งการเห็นด้วยปัญญานั้นเทียว อนึ่งพระโสดาบันเป็นผู้พ้นจากอบายภูมิทั้ง ๔ แล้ว เป็นผู้ไม่อาจเพื่อจะกระทำอถิฐานะ คือเหตุแห่งความฉิบหายอันยิ่งใหญ่ ทั้ง ๖ ได้แก่ อนันตริยกรรม ๕ และการไปนับถือศาสนาอื่นได้อีกต่อไป คุณวิเศษแม้อย่างนี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระอริยสงฆ์ ด้วยการกล่าวคำสัจจ์นี้ ขอความสวัสดีจงมีฯ

พระโสดาบันนั้น ยังกระทำความผิดเล็กน้อย ด้วยกาย วาจา หรือใจบ้าง แม้เพราะเหตุ คือ การทำความผิดแม้เล็กน้อยนี้ ก็ไม่ควรปกปิดความผิดอันนั้น เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้แล้วว่า พระโสดาบันเป็นผู้เห็นทางพระนิพพานแล้ว จึงไม่ควรจะปกปิดความผิดอันเล็กน้อยนั้น คุณวิเศษแม้อย่างนี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระอริยสงฆ์ ด้วยการกล่าวคำสัจจ์นี้ ขอความสวัสดีจงมีฯ

ดุจพุ่มไม้ในป่ามียอดดอกบานสะพรั่งในความร้อนของต้นเดือนคิมหันตฤดูฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงพระธัมม์อันประเสริฐ เป็นทางให้ถึงพระนิพพาน เพื่อประโยชน์อย่างยิ่งแก่หมู่สัตว์ทั้งหลาย มีอุปมาฉันนั้น คุณวิเศษแม้อย่างนี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้า ด้วยการกล่าวคำสัจจ์นี้ ขอความสวัสดีจงมีฯ

พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ทรงรู้ธัมม์อันประเสริฐ ทรงให้ธัมม์อันประเสริฐ เป็นผู้นำมาซึ่งธัมม์อันประเสริฐ เป็นผู้ยอดเยี่ยม หาผู้อื่นในโลกเทียบไม่ได้ ได้ทรงแสดงซึ่งพระธัมม์อันประเสริฐแล้ว คุณวิเศษแม้อย่างนี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้า ด้วยการกล่าวคำสัจจ์นี้ ขอความสวัสดีจงมีฯ

กรรมเก่าของพระอริยบุคคลทั้งหลายสิ้นแล้ว กรรมอันแต่งให้เกิดใหม่ย่อมไม่มี มีจิตอันหน่ายในภพต่อไปแล้ว พระอริยบุคคลเหล่านั้น สิ้นพืช คือตัณหา คือเหตุให้เกิดแล้ว ไม่มีความพอใจในภพงอกขึ้นมาอีกแล้ว เป็นผู้มีปัญญา ย่อมดับกิเลส ไม่มีเชื้อเหลือ เหมือนประทีปอันดับไปแล้วฉะนั้น คุณวิเศษแม้อย่างนี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระอริยสงฆ์ ด้วยการกล่าวคำสัจจ์นี้ ขอความสวัสดีจงมีฯ


เมืองเวสาลี กับ รตนสูตร

“ครั้งนั้นในสมัยพุทธกาล เมื่อเมืองเวสาลี แคว้นวัชชี ฝนแล้ง ข้าวกล้าเสียหาย ทำให้เกิดโรคระบาดอย่างรุนแรง ล้มตายกันเป็นจำนวนมาก และเกิดอันตรายจากอมนุษย์ หมู่ภูต กษัตริย์ลิดฉวีแคว้นวัชชี จึงส่งสารกราบทูลเชิญพระพุทธเจ้า จากเมืองราชคฤห์ ซึ่งในบัดนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในเมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ และพระเจ้าพิมพิสารก็ทรงอุปัฏฐากพระองค์อยู่

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพิจารณาแล้ว จึงทรงรับ ด้วยทรงทราบชัดว่า เมื่อเราแสดงรตนสูตรในเมืองเวสาลีแล้ว อารักขาจะแผ่ไปตลอดแสนโกฏิจักรวาลในเวลาจบพระสูตร ธัมมาภิสมัยจักมีแก่สัตว์ ๘๔,๐๐๐ จึงรับนิมนต์จากกษัตริย์ลิดฉวี

เมื่อพระพุทธเจ้า และพระอานนท์ พร้อมด้วยพระอรหันตสาวกทั้ง ๕๐๐ เสด็จเข้าสู่เขตแดนของชาวเมือง
เวสาลี ทรงก้าวพระบาทแรกเหยียบฝั่งแม่น้ำคงคาเท่านั้น ฝนโบกขรพรรษก็ตกอย่างหนัก พัดพาเอาซากศพลงไปยังแม่น้ำคงคา ภาคพื้นดินก็บริสุทธิ์ พระอานนท์ได้เรียนรตนสูตรนี้ ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ เพื่อกำจัดอุปัทวะเหล่านั้นที่ประตูพระนครเวสาลี สวดอยู่เพื่อป้องกัน พระอานนท์ใช้บาตรของพระผู้มีพระภาคเจ้าตักน้ำ เที่ยวประพรมอยู่ทั่วพระนคร

เมื่อพระเถระกล่าวคำว่า “ยงฺกิญฺจิ” เท่านั้น พวกอมนุษย์ทั้งหลายที่อาศัยกองหยากเยื่อ และประเทศแห่งฝาเรือน เป็นต้น ซึ่งยังไม่หนีไปในกาลก่อน ก็พากันหนีไปทางประตูทั้งสี่ ต่อจากนั้นอมนุษย์บางพวกที่ออกทางประตูไม่ได้ ก็ทำลายกำแพงหนีไป เมื่อพวกอมนุษย์ไปกันแล้ว โรคของมนุษย์ทั้งหลายก็สงบ มนุษย์เหล่านั้นออกจากเรือนของตน บูชาพระเถระด้วยของหอม และดอกไม้ทุกชนิด เป็นต้น มหาชนได้ใช้ของหอมทั้งปวงทาสัณฐาคารในท่ามกลางนคร กระทำเพดานซึ่งประดับประดาด้วยรัตนะ ประดับด้วยเครื่องอลังการทุกอย่าง และให้ปูพุทธอาสน์ไว้ ณ สัณฐาคารนั้น แล้วได้นำเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า

พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปยังสัณฐาคาร ประทับนั่งบนพุทธอาสน์ซึ่งเขาปูลาดไว้เแล้ว ฝ่ายภิกษุสงฆ์แล รวมทั้งพระราชาทั้งหลาย และมนุษย์ทั้งหลาย ก็ได้นั่ง ณ โอกาสสมควร แม้ท้าวสักกะจอมเทพ ก็นั่งกับเทวบริษัทในเทวโลกทั้งสอง เทวดาเหล่าอื่นก็ได้นั่งด้วยเทวบริษัทเช่นกัน ฝ่ายพระอานนท์เถระ เที่ยวไปยังนครเวสาลีจนทั่ว กระทำอารักขาแล้ว มาพร้อมกับชาวนครเวสาลี นั่งลงแล้ว ณ ส่วนข้างหนึ่ง ณ สัณฐาคารนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสรตนสูตรนั้นนั่นแลแก่เทวดา และมนุษย์ทั้งปวง”

สันนิษฐานว่า เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี ปัจจุบันคือ เมืองเก่าเวสาลี อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์
รตนสูตร กับ เมืองเวสาลี

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น