04 มิถุนายน 2563

สามัคคีเภทคำฉันท์ VS วัสสการพราหมณ์


           ย้อนกลับไปในสมัยพุทธกาล แคว้นวัชชี (เมืองหลวง ชื่อ “เวสาลี”) ของเหล่ากษัตริย์ลิจฉวี เป็นแคว้นที่มีความมั่นคงแข็งแรง ยากต่อการที่ข้าศึกศัตรูจะตีได้ กษัตริย์ปกครองแคว้นโดยยึดมั่นใน “อปริหานิยธรรม” คือ ธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม  โดยเน้นสามัคคีธรรมเป็นหลัก

พระเจ้าอชาตศัตรู กษัตริย์แคว้นมคธผู้ยิ่งใหญ่ (เมืองหลวง ชื่อ “ราชคฤห์”)  มีพระบรมเดชานุภาพและความเมตตาต่อพสกนิกร ประชาชนล้วนมีแต่ควาสงบสุข


อยู่มาวันหนึ่งทรงพระองค์มีพระราชดำริ ที่จะแผ่พระบรมเดชานุภาพ โดยจะยกทัพไปตีแคว้นวัชชี จึงคิดปรึกษาวัสสการพราหมณ์ ผู้มีความฉลาดรอบรู้ว่า พระองค์มีพระราชประสงค์จะขยายอาณาจักรไปยังแคว้นวัชชี ซึ่งอยู่ติดกันกับแคว้นมคธ แต่เนื่องด้วยเหล่ากษัตริย์ลิดฉวีมีการปกครองบ้านเมืองโดยธรรม และมีความสามัคคีอย่างมาก ยากต่อการถูกโจมตี นอกจากการทำลายความสามัคคีของเหล่ากษัตริย์เหล่านี้ได้ก่อน และแล้วเมื่อปรึกษากันเรียบร้อย จึงออกอุบายให้วัสสการพราหมณ์เข้าไปยุแหย่เหล่ากษัตริย์ลิดฉวีให้แตกความสามัคคี โดยการออกอบายให้วัสสการพราหมณ์คัดค้าน การที่พระองค์จะยกทัพไปตีแคว้นวัชชี โดยการโบยและกล้อนผมหมดศีรษะ และเนรเทศออกจากเมือง


วัสสการพราหมณ์ จึงระเหเร่ร่อนออกจากพระนคร เมื่อข่าวไปถึงกษัตริย์แคว้นวัชชี จึงปรึกษากันว่า เนื่องจากวัสสการพราหมณ์เป็นผู้ที่มีสติปัญญาดี มีความรอบรู้ในศิลปะวิชาการหลายแขนง จึงทำให้กษัตริย์ลิดฉวีทรงรับวัสสการพราหมณ์ไว้สอนหนังสือให้พระโอรสในพระราชวัง วัสสการพราหมณ์จึงทำหน้าที่สอนหนังสือพระราชโอรสอย่างเต็มความสามารถ แต่ในขณะเดียวกันก็ทำการยุแหย่พระโอรสทั้งหลายที่เป็นลูกศิษย์ โดยการเรียกพระโอรสมาทีละคนคุยกับอาจารย์สองต่อสอง แค่ถามเรื่องสารทุกข์สุขดิบธรรมดาไม่มีอะไร และให้ออกไป ส่วนพระโอรสที่เหลือก็สงสัยว่าอาจารย์บอกอะไรกับพระโอรสแต่ละคน อาจารย์เรียกพระโอรสแต่ละองค์ไปคุยส่วนตัวทีละคน และเริ่มใส่ความว่า พระโอรสองค์อื่นที่ไม่ได้เข้ามาคุย ไม่ดีอย่างโน้น ไม่ดีอย่างนี้ และบอกลูกศิษย์ที่มาคุยส่วนตัวว่า มีพระโอรสองค์อื่นมาแอบนินทา ทำซ้ำ ๆ กันแบบนี้นานถึง ๓ ปี


            วัสสการพราหมณ์สร้างความแคลงใจในหมู่พระโอรส และลุกลามไปถึงพระบิดา ซึ่งก็ต่างเชื่อในพระโอรสของตนเอง และกินแหนงแคลงใจซึ่งกันและกัน ทำให้เกิดการแตกความสามัคคี แล้วเมื่อมีการประชุม ไม่มีใครเข้าประชุม เมื่อวัสสการพราหมณ์ทราบแล้วว่า ทำการสำเร็จแล้ว จึงส่งสาส์นไปยังพระเจ้าอชาตศัตรู แจ้งว่า “ขณะนี้เหล่ากษัตริย์วัชชีทุกพระองค์เกิดความแตกแยก แบ่งพรรคแบ่งพวก ไม่สามัคคีกันเหมือนเดิม จะหาโอกาสเหมาะสมครั้งใดเหมือนครั้งนี้ไม่มีอีกแล้ว ขอทูลเชิญพระองค์ยกทัพกรีธาอันยิ่งใหญ่ เพื่อมาทำสงครามโดยเร็วด้วยเถิด”  แล้วแคว้นวัชชีก็พ่ายแพ้ถูกอยู่ใต้การปกครองของมคธสืบต่อมา


ความรัก ความสามัคคี ความกลมเกลียวของคนในชาตินี่สำคัญยิ่ง อย่าตกเป็นเครื่องมือของศัตรูโดยง่ายดาย ดังเช่น วัสสการพราหมณ์ผู้เดียว สามารถทำให้แคว้นที่มีความแข็งแกร่งแตกพ่าย เพราะแค่การไปยุยง เพื่อให้แตกสามัคคีแค่นี้เอง

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยเดช รัชกาลที่ ๙ พระราชทานในพิธีประดับยศนายตำรวจชั้นนายพล ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน วันพฤหัสบดีที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๑๙
         “…ในปัจจุบันนี้เป็นที่ทราบว่า ประเทศชาติอยู่ในภาวะที่ต้องอาศัยความเข็มแข็ง เพื่อที่จะให้อยู่รอด ประเทศไทยจะอยู่ได้ก็ด้วยทุกคน ทุกฝ่ายสามัคคีกัน ความสามัคคีนั้นได้พูดอยู่เสมอว่าต้องมี แต่อาจจะเข้าใจยากว่าทำไมสามัคคีจะทำให้บ้านเมืองอยู่ได้ สามัคคีก็คือ การเห็นแก่บ้านเมืองและช่วยกันทุกวิถีทาง เพื่อที่จะสร้างบ้านเมืองอยู่ได้ สามัคคีนี้ก็คือ การเห็นแก่บ้านเมือง และช่วยกันทุกวิถีทาง เพื่อที่จะสร้างบ้านเมืองให้เข้มแข็ง ด้วยการเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน และไม่ทำลายงานของกันและกัน และทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ต้องส่งเสริมงานของกันและกัน และไม่ทำลายงานของกันและกัน มีเรื่องอะไรให้ได้พูดปรองดองกัน อย่าเรื่องใครเรื่องมัน และงานก็ทำงานอย่างตรงไปตรงมา นึกถึงประโยชน์ส่วนรวม…”
 
หมายเหตุ ทั้งแคว้นมคธและแคว้นวัชชี สองแคว้นใหญ่ในชมพูทวีป ที่มีความยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน ผลัดกันรับผลัดกันรุก และการทำสังคายนาสามครั้งแรกก็ทำอยู่ในสองแคว้นนี้ ซึ่งจากการค้นคว้าทั้งสองแคว้นนี้อยู่ในประเทศไทย ไม่ใช่อินเดียแต่อย่างใด

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น