อ้างอิงจากหนังสือ “ตีลังกา สืบหาชมพูทวีป” หน้า ๙๕-๑๐๘
วันอัฎฐมีบูชา คือ วันถวายพระเพลิงพระสรีระขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรงกับวันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๖
ปีนี้ตรงกับวันพฤหัสที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๓
วันเพ็ญเดือนวิสาขะ เป็นวันสำคัญขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ วันประสูติ ตรัสรู้ และ ปรินิพพาน
– หลังประสูติได้ ๗ วันพระพุทธมารดาพระนางสิริมหามายาก็สิ้นพระชนม์
– หลังจากตรัสรู้ องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสวยวิมุติสุข ณ บัลลังก์ใต้ต้นโพธิ์เป็นเวลา ๗ วัน
– ส่วนพิธีถวายพระเพลิงพระสรีระขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า มีขึ้น หลังจากพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานได้ ๘ วัน

เมื่อวันเพ็ญเดือนวิสาขะ พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ภายใต้ต้นรังคู่ บนพระแท่นบรรทม พระแท่นเป็นหินทึบ หน้าลาดคล้ายแท่นหรือเตียงนอน ข้างหนึ่งต่ำข้างหนึ่งสูงข้างหนึ่ง ขนาดยาว ๑๑ ศอก ๑ คืบ กว้าง ๔ ศอกเศษ มีหินวางทับซ้อนกันอยู่ มองดูคล้าย พระเขนย (หมอน) ชี้ไปยังทิศเหนือ

ในยามสุดท้ายแห่งราตรีวิสาขปูรณมี เพ็ญเดือน ๖ สุภัททะปริพพาชกมาขอเฝ้าพระบรมศาสดา พระอานนท์ห้ามไว้ด้วยเกรงเป็นการรบกวนพระพุทธองค์ซึ่งทรงพระประชวร แต่พระบรมศาสดาทรงอนุญาตให้เข้าเฝ้า
สุภัททะกราบทูลถามปัญหาธรรม ทรงแสดงพระธรรมเทศนา และโปรดให้อุปสมบทเป็นภิกษุจนบรรลุเป็น
พระอรหันต์ใน คืนนั้นนั่นเอง อันเป็นปัจฉิมสาวก จากนั้น ได้ตรัสแก่พระอานนท์…..
“อานันทะ ดูก่อน อานนท์ วาจาที่เราสอนคนและพระนี่ มามากมายเหลือเกิน ใช้เวลาถึง ๔๕ ปี สำนวนแห่งพระสัทธรรมเทศนานี้ก็มีมาก แต่ว่าจะสรุปรวมคำสอนทั้งหมดชั่ว ๔๕ ปีนี้ จะรวมโดยย่อว่า
“อปฺมาเทน สมฺปาเทถ สังขารทั้งหลาย ย่อมเสื่อมไปเป็นธรรมดา ขอเธอ ทั้งหลาย จงยังกิจทั้งปวงให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด…”
อันเป็นปัจฉิมพุทโธวาทแล้วเสด็จสู่มหาปรินิพพาน ในตอนย่ำรุ่งของราตรีนั้น ณ พระแท่น
กลางดงรัง
พระแท่นหันหัวไปทางทิศเหนือ และห่างจากเขาถวายพระเพลิง ๔๖๐ เมตร เขาถวายพระเพลิงสูง ๔๕ เมตรและมีมกุฎพันเจดีย์ หรือสถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระตั้งอยู่บนยอดเขา โดยอยู่ทางทิศตะวันออกของนครกุสินารา แคว้นมัลละ มกุฏพันธนเจดีย์อยู่ห่างจากสถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพานประมาณ ๔๖๐ เมตรไปทางทิศตะวันตก ตามมหาปรินิพพานสูตร แปลตรงตัวได้ว่า
“เจดีย์ผ้าพันโพกหัว” หากพิจารณาตามรูปแบบของเขาถวายพระเพลิงวัดพระแท่นดงรังวรวิหาร จะสังเกต
ได้ว่าเขื่อนหินสี่ชั้น แถวที่ใช้ในการปรับระดับพื้นที่ยอดเขาเป็น ๔ ระดับ มีรูปแบบคล้ายผ้าโพกหัว จึงเป็นไปได้ว่า ชื่อ มกุฎพันธนเจดีย์ อาจจะมีที่มาตามลักษณะ คล้ายผ้าโพกหัว ของภูเขาถวายพระเพลิงดังกล่าว โดยมิได้เป็นสถูปแต่อย่างใด

ปัจจุบันมีวิหารสร้างครอบพระแท่นไว้ ซึ่งคงสร้างไว้นานแล้วเพราะเมื่อปีพ.ศ. ๒๓๗๖ สามเณรกลั่น ได้เดินทางไปนมัสการพระแท่นดงรังกับสุนทรภู่ ได้แต่งนิราศไว้มีความตอนหนึ่งว่า
“ถึงพระแท่นแสนสงัดเห็นวัดมี ทั้งโบสถ์ที่ครอบพระแท่นแผ่นศิลา
กับต้นรังทั้งคู่ยังอยู่พร้อม ดูยอดน้อมเข้ามาข้างแท่นที่แผ่นผา
ต่างชื่นชมโสมนัสยิ่งศรัทธา ตามบิดาทักษิณด้วยยินดี
เข้าประตูดูแผ่นพระแท่นดัง เหมือนบัลลังก์แลจำรัสรัศมี
………”
แม้แต่ต้นรังยังน้อมเค้าเคารพพระพุทธองค์
จากพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค
พระอานนท์ ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เขาทั้งหลาย จะพึงปฏิบัติในพระสรีระของตถาคตอย่างไร ฯ
ดูกรอานนท์ พึงปฏิบัติในสรีระตถาคต เหมือนที่เขาปฏิบัติในพระสรีระพระเจ้าจักรพรรดิ ฯ
ข้าแด่พระองค์ผู้เจริญ ก็เขาปฏิบัติในพระสรีระพระเจ้าจักรพรรดิอย่างไร ฯ
ดูกรอานนท์ เขาห่อพระสรีระพระเจ้าจักรพรรดิด้วยผ้าใหม่แล้วซับด้วยสำลีแล้วห่อด้วยผ้าใหม่ โดยอุบายนี้ ห่อพระสรีระพระจักรพรรดิด้วยผ้า ๕๐๐ คู่ แล้วเชิญพระสรีระลงในรางเหล็กอันเต็มด้วยน้ำมัน ครอบด้วยรางเหล็กอื่น แล้วกระทำจิตกาธารด้วยไม้หอมล้วน ถวายพระเพลิงพระสรีระพระเจ้าจักรพรรดิ สร้างสถูปของพระเจ้าจักรพรรดิไว้ที่หนทางใหญ่ ๔ แพร่ง เขาปฏิบัติในพระสรีระพระเจ้าจักรพรรดิ ด้วยประการฉะนี้แล
พวกกษัตริย์ผู้เป็นบัณฑิตเป็นต้น พึงปฏิบัติในสรีระตถาคตเหมือนที่เขาปฏิบัติพระสรีระพระเจ้าจักรพรรดิ
พึงสร้างสถูปของตถาคตไว้ที่หนทางใหญ่ ๔ แพร่ง ชนเหล่าใดจักยกขึ้นซึ่งมาลัยของหอมหรือจุณจักอภิวาท หรือจักยังจิตให้เลื่อมใสในสถูปนั้น การกระทำเช่นนั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข แก่ชนเหล่านั้นสิ้นกาลนาน ฯ
พวกเจ้ามัลละถามถึงวิธีปฏิบัติพระสรีระกับพระอานนท์เถระ แล้วกระทำตามโดยห่อพระสรีระด้วยผ้าใหม่แล้วซับด้วยสำลี แล้วใช้ผ้าใหม่ห่อทับอีก ๕๐๐ คู่ แล้วเชิญลงในรางเหล็กที่เติมด้วยน้ำมัน แล้วทำจิตกาธานด้วยดอกไม้จันทน์และของหอมนานาชนิด และพยายามจุดไฟที่เชิงตะกอน แต่ก็ไม่อาจให้ไฟติดได้ จึงสอบถามสาเหตุ พระอนุรุทธ จึงทราบว่า “เพราะเทวดามีความประสงค์ให้รอพระมหากัสสปะ และภิกษุอีก ๕๐๐ รูป ผู้กำลังเดินทางมาเพื่อถวายบังคมพระบาทเสียก่อน ไฟก็จะลุกไหม้”

เมื่อพระมหากัสสปะเถระมาถึงพิธี ทันใดนั้นก็ได้เกิดปรากฎการณ์มหัศจรรย์ พระพุทธองค์ยื่นพระบาทมาให้พระมหากัสสปะกราบ หลังจากนั้น ไฟก็ลุกเอง ณ สถานที่ถวายพระเพลิงแห่งนั้น พระมหากัสสปะเป็นพระสาวกที่สำคัญ ท่านจะอยู่ปกป้องพระพุทธศาสนา ถึงแม้จะนิพพานไปแล้ว แต่สรีระของท่านจะรอพระศรีอาริย์มาถวายพระเพลิง เหมือนพระสมณโคดมรอพระมหากัสสปะมาถวายพระเพลิงเช่นกัน จากการค้นคว้าจะเห็นได้ว่า “พระมหากัสสปะ” ปัจจุบันเรียกกันติดปากว่า “หลวงปู่เทพโลกอุดร” ท่านได้ละสังขารอยู่ที่กรุงราชคฤห์ ที่ถ้ำปิปผลิ หรือ ถ้ำพระ ในอำเภอภักดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิ
สถานที่ถวายพระเพลิง อยู่บนยอดเขาถวายพระเพลิง มีมกุฎพันธเจดีย์ตั้งอยู่ ปัจจุบันตั้งอยู่ที่วัดพระแท่นดงรัง จังหวัดกาญจนบุรี
หลังจากพิธีถวายพระเพลิงเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว บรรดากษัตริย์มัลละทั้งหลายจึงได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุทั้งหมด ใส่ลงในหีบทองแล้วนำไปรักษาไว้ภายในนครกุสินารา ส่วนเครื่องบริขารต่างๆ ของ
พระพุทธเจ้าได้มีการอัญเชิญไปประดิษฐานตามเมืองสำคัญต่างๆ บรรดากษัตริย์จากแคว้นต่างๆ ที่ได้มาร่วมพิธีถวายพระเพลิงที่นครกุสินาราแห่งนี้ จึงได้ขอแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อนำกลับมาสักการะยังแคว้นของตนแต่ก็ถูกกษัตริย์มัลละปฏิเสธ จึงทำให้เกิดความขัดแย้งและเตรียมทำสงครามกัน
ในที่สุดโทณพราหมณ์ได้เข้ามาเป็นตัวกลางเจรจาไกล่เกลี่ย โดยเสนอให้แบ่งพระบรมสารีริกธาตุออกเป็น ๘ ส่วนกษัตริย์แต่ละเมืองทรงสร้างเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ตามเมืองต่างๆ แต่เนื่องด้วยพระมหากัสสปะเล็งเห็นด้วยญาณว่า พระบรมสารีริกธาตุเหล่านี้ ถ้าปล่อยให้กษัตริย์เมืองต่างๆ รักษาไว้ อาจจะสูญหายได้ภายหลัง พระมหากัสสปะจึงได้ใช้อภิญญารวมรวมพระบรมสารีริกธาตุทั้งหมด มาเก็บไว้ที่กรุงราชคฤห์ (เก็บรวบรวมไว้ ณ สถานที่หนึ่ง ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงราชคฤห์) และมีบันทึกไว้ในพระไตรปิฎกว่า ในอนาคต ปี พ.ศ.๒๑๘ จะมีกษัตริย์พระองค์หนึ่งชื่อว่า พระเจ้าอโสก จะมาเอาพระบรมสารีริกธาตุเหล่านี้ ไปบรรจุทั่วชมพูทวีป ซึ่งจะเห็นได้ว่า ปัจจุบันพระบรมสารีริกธาตุ ส่วนมากมีอยู่ในประเทศไทย (และบางส่วนอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว พม่า จีนตอนใต้) ซึ่งนั่นหมายความว่า ประเทศไทยคือ ชมพูทวีป ที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎกนั่นเอง
(หมายเหตุ พระเจ้าอโชก้า (Ashoka) หรือพระเจ้าอโศกของอินเดียประสูติปี พ.ศ.๒๓๙ นั่นหมายความว่า พระเจ้าอโสกที่เอาพระบรมสารีริกธาตุไปบรรจุทั่วชมพูทวีป ไม่ใช่พระเจ้าอโศกของอินเดีย เพราะพระเจ้าอโศกของอินเดีย (Ashoka) ยังไม่ประสูติเลย) อีกประการถ้าเป็นพระเจ้าอโศกของอินเดียคือ พระเจ้าอโสกในพระไตรปิฎก ทำไมพระองค์ไม่เอาพระบรมสารีริกธาตุไปบรรจุเมืองตัวเอง คือ อินเดีย ทำไมเอามาบรรจุที่ประเทศไทยเสียเป็นส่วนใหญ่)
เมื่อกษัตริย์โมริยะมาถึง พระบรมสารีริกธาตุถูกแบ่งไปเรียบร้อยแล้ว โทณพราหมณ์เอาทะนานทองตวงเอาธาตุพระอังคาร(ขี้เถ้า)ให้มา เมื่อได้พระอังคาร ธาตุจึงได้เดินทางกลับมาทางทิศอิสานใต้ พอถึง ภูเขาลูกหนึ่งคือภูเขาลอย มีรูปลักษณะสวยงามรูปร่างเหมือนรูปพญาครุฑนอนคว่ำหน้า จึงมีความคิดว่าน่าจะนำพระอังคารธาตุบรรจุไว้ที่แห่งนี้ เมื่อลงความเห็นเป็นอันเดียวกันแล้วได้สร้างสถานที่บรรจุพระอังคารธาตุไว้ที่ไหล่ข้างซ้ายของพญาครุฑและเปลี่ยนชื่อภูเขาลอยเป็นภูเขาพระอังคารตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา (รายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก https://www.facebook.com/Angkarn.Temple)


ที่บรรจุพระพุทธสรีรังคาร ปัจจุบันอยู่ที่ เขาภูพระอังคาร จังหวัดบุรีรัมย์

ส่วนที่แบ่งพระบรมสารีริกธาตุ ปัจกจุบันคือ วัดพระประโทณเจดีย์ จังหวัดนครปฐม ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นที่เก็บทะนานทองคำที่โทณะพราหมณ์ใช้แบ่งพระบรมสารีริกธาตุ
อ้างอิงจากหนังสือ “ตีลังกา สืบหาชมพูทวีป”

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น