03 มิถุนายน 2563

แผนการของชาวดัตช์ แต่งราชทูตชาวซีลอน (ศรีลังกา) ขอพระภิกษุสยาม เพื่อสำรวจกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ.๒๒๙๓)

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า คำว่า “ลังกา” หรือ “ลังกาทวีป” ไม่ได้หมายถึง ประเทศศรีลังกาแต่อย่างใด ประเทศซีลอนเปลี่ยนชื่อมาเป็นศรีลังกาเมื่อพ.ศ.๒๕๑๕ เท่านั้น ลังกา ตามที่ผู้เขียนได้ค้นคว้ามา ลังกาทวีป คือ เมืองละโว้และบริเวณใกล้เคียง (ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา)

อ้างอิงจากหนังสือ “ตีลังกา สืบหาชมพูทวีป” หน้า ๕๗๑-๕๘๐

IMG_8063.JPG 

ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐแห่งกรุงศรีอยุธยา (ครองราชย์พ.ศ.๒๒๗๕-๒๓๐๑) คือ เหตุการณ์นี้คือการติดต่อระหว่างซีลอน (ศรีลังกา) และกรุงศรีอยุธยาจากหนังสือเป็นภาษาอังกฤษชื่อ “เซลอนแอนติคอรี่” มีประวัติ “พระสังฆราชสรณังกร” คือผู้ที่พระอุบาลีเถรบวชให้ การส่งพระสงฆ์ไทยไปยังซีลอน (ศรีลังกา) ครั้งนี้มีสองคณะ คณะแรกมีพระอุบาลี (จากวัดธรรมาราม พระนครศรีอยุธยา) เป็นหัวหน้าคณะ คณะที่สองมีพระวิสุทธาจารย์เป็นหัวหน้าคณะ จึงเป็นที่มาของคำว่า “สยามวงศ์” พระทั้งสองคณะมรณภาพเกือบทั้งหมด ในช่วงนี้เป็นยุคล่าอาณานิคมของชาวตะวันตก และซีลอน (ศรีลังกา) เป็นเมืองขึ้นของชาวดัชท์ในขณะนั้น พระเจ้าเกียรติศิริราชสิงหะกษัตริย์เมืองซีลอน (ศรีลังกา) มีความประสงค์เแต่งทูตานุทูตเข้าไปขอพระภิกษุสงฆ์ยังกรุงสยามเหตุการณ์มีดังนี้

IMG_8100.JPG 

คณะราชทูตซีลอน (ศรีลังกา) ทั้งราชทูตและผู้ติดตามรวม ๖๖ คน ขึ้นเรือกำปั่นของดัตช์ ออกจากซีลอน (ศรีลังกา) เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๒๙๓ ถึงกรุงศรีอยุธยาวันที่ ๒๐ มิถุนายน (เดือน ๖) พ.ศ. ๒๒๙๔ ระหว่างทางเกิดพายุจนเรือแทบจะอับปาง

– เมื่อคณะทูตซีลอน (ศรีลังกา) มาถึงกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐจึงพาเยี่ยมชมวัดวาอารามและพระราชวังในกรุงศรีอยุธยา เมื่อถึงเขตพระราชวังแลเห็นปราสาทราชมณเฑียรล้วนแต่ปิดทองอร่าม ประตูก็ประดับด้วยสีทองอร่ามแลสีอื่น ๆ

– คณะทูตบรรยายไว้ว่าทำด้วยทองอันวิจิตรทั้งสิ้น ข้าราชการไทยพาคณะทูตไปนมัสการพระที่
วัดพุทไธศวรรค์ แล้วไปวัดปัลลัญกรอาราม (วัดไชยวัฒนาราม) วัดมหาธาตุ พระปรางค์ยอดพระธาตุเป็นทองทั้งแท่ง มีการพาไปดูขบวนแห่ผ้าพระกฐินทางชลมารค มีการพายเรือไปนมัสการรอยพระพุทธบาท ณ เขาสุวรรณบรรพต (พระบาทสระบุรี) คณะทูตมีการบันทึกอย่างละเอียดว่ากรุงศรีอยุธยามีอะไรเก็บไว้ที่ไหน ทุกอย่างทำด้วยทอง แม้แต่ของขายข้างทางตามตลาดก็ยังมีพระพุทธรูปทองคำขาย

– พระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐจึงพระราชทานสิ่งของเครื่องบำเหน็จต่อทูตานุทูตและผู้ติดตามทั้งหมด พร้อมด้วยเครื่องบรรณาการที่จะพระราชทานไปยังเมืองซีลอน (ศรีลังกา) มาเรียบเรียงให้คณะทูตดู และมีรับสั่งให้ทูตานุทูตไทยออกไปพร้อมกับทูตซีลอน (ศรีลังกา)

– ราชทูตซีลอน (ศรีลังกา) คนหนึ่งป่วยและถึงแก่กรรม ผู้ติดตามทูตคนนี้หายตัวไปแต่แรก แต่กลับมาเพื่อเรียกร้องสมบัติของทูตคนนี้และเรียกร้องเอาของที่ราชทูตซีลอนถวายแก่พระสงฆ์ไทยกลับคืน พระสงฆ์ไทยไม่ยอมให้ ผู้ติดตามราชทูตคนนี้จึงได้ตีเอาพระอริยมุนีกับสามเณรอีกองค์หนึ่ง พวกพระสงฆ์ไทยเป็นที่ไม่พอใจยิ่งนัก พระสงฆ์ไทยปรึกษากันจะกลับขึ้นมากรุงศรีอยุธยาไม่ออกไปเมืองซีลอน (ศรีลังกา)

– ผู้ติดตามราชทูตคนนั้นถูกส่งตัวให้แก่เจ้าพนักงานไทยและโดนทำโทษ และทูตานุทูตไทยได้ช่วยวิงวอนพระสงฆ์ไทยเป็นอันมากจึงได้ล่องเรือจากเมืองธนบุรีต่อไป

– คณะทูตซีลอนเดินทางกลับซีลอน (ศรีลังกา) พร้อมด้วยพระอุบาลีและคณะสงฆ์ แยกเรือกันไปแต่เรือของคณะพระอุบาลีล่ม

– หลังจากแล่นเรือออกไปได้ ๒-๓ วัน เรือกำปั่นไทยถูกคลื่นใหญ่ เสากระโดงหัก๒ เสาน้ำรั่วเข้าเรือจึงต้องขนสินค้าทิ้งน้ำ เพื่อไม่ให้เรือจม เรือเกยตื้นเข้าหาฝั่งนครศรีธรรมราช พระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐทราบเรื่องจึงรับสั่งให้นำเรือกลับมากรุงศรีอยุธยาเพื่อนำไปซ่อม คณะสงฆ์สยามจึงต้องกลับมากรุงศรีอยุธยา เดือน ๘ พ.ศ.๒๒๙๔

– พระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐท้อพระราชหฤทัยที่จะส่งพระอุบาลีไปซีลอน (ศรีลังกา) แม้จะถูกกราบบังคมทูลวิงวอนหลายหนทูตซีลอน (ศรีลังกา) ส่งเรือกำปั่นวิลันดา (ฮอลันดา) มาขอร้องให้พระอุบาลีและคณะสงฆ์ รวม ๑๘ รูปไปซีลอน (ศรีลังกา) อีกหน เมื่อเดือนอ้าย พ.ศ.๒๒๙๕ ปีวอก

– คณะสงฆ์อยู่ซีลอนด้วยความยากลำบาก พระอุบาลีอาพาธได้ขอร้องไปทางการของซีลอน (ศรีลังกา) หลายหน แต่ไม่ได้รับการรักษาเป็นอย่างดีจึงทำให้พระอุบาลีมรณภาพด้วยโรคหูอักเสบในประเทศซีลอน (ศรีลังกา) เมื่อเดือน ๓ พ.ศ. ๒๒๙๘ เก็บทางซีลอน (ศรีลังกา) เก็บศพพระอุบาลีไว้เพียง ๒ วันจึงเผาเสีย ก่อนที่คณะสงฆ์จากสยามชุดใหม่ครั้งพระวิสุทธาจารย์จะไปเปลี่ยน แต่ก็ไม่ทันการพระอุบาลีมรณภาพเสียก่อน

– คณะสงฆ์ครั้งพระอุบาลี ๑๗ รูปกลับมากรุงศรีอยุธยาเหลือเพียง ๗ รูปเท่านั้นที่เหลือมรณภาพในซีลอน (ศรีลังกา)

– คณะสงฆ์สยามชุดใหม่ออกไปโดยพระวิสุทธาจารย์เป็นหัวหน้าคณะสงฆ์โดยมีวาระ ๓ ปีเริ่มเมื่อพ.ศ.๒๒๙๘ คณะสงฆ์ประกอบด้วยพระวรญาณมุนี, พระสงฆ์ ๒๐ รูปสามเณร ๒๐ รูป ระหว่างเดินทางถูกกัปตันเรือขโมยทรัพย์สินเงินทองเครื่องราชบรรณาการและทำสำเภาเกยตื้นแตก พระสงฆ์เกือบมรณภาพหมด พระสงฆ์สูญหายไปในทะเล ๒ รูป สามเณร ๓ รูป

– คณะสงฆ์สยามชุดหลังนี้ไปอยู่ที่ซีลอน (ศรีลังกา) ด้วยความยากลำบาก เป็นวาระ ๓ ปี จึงกลับมากรุงศรีอยุธยาเมื่อปีขาลสัมฤทธิศกจุลศักราช ๑๑๒๐ พ.ศ.๒๓๐๑ เป็นปีที่สมเด็จพระเจ้าบรมโกษฐเสด็จสวรรคต

– หลังจากนั้นกรุงศรีอยุธยาเสียกรุงครั้งที่ ๒ เมื่อพ.ศ.๒๓๑๐ มีการเผาวัดวาอารามลอกทองไปจำนวนมาก รวมทั้งพระคัมภีร์ทางศาสนา ตำราตำนานความเป็นคนไทย เป็นชาติไทยได้สูญสิ้น จนกระทั่งพระเจ้าตากสินกอบกู้เอกราชคืน รวบรวมพระคัมภีร์ทางศาสนาทั้งทางหัวเมืองเหนือหัวเมืองใต้มารวบรวมกันอีกครั้ง รวมทั้งการบันทึกเกี่ยวกับความเป็นชาติไทยและรายนามพระมหากษัตริย์ไทยโบราณเก็บไว้อย่างดีอีกครั้ง และถวายแผ่นดินนี้เป็นพุทธบูชาแด่พระพุทธเจ้าสมณโคดม

หมายเหตุ

– การเดินทางระหว่างศรีลังกาและสยามในสมัยโบราณ เป็นไปด้วยความยากลำบาก เรือที่เดินทางส่วนมากจะประสบอุบัติเหตุล่มหรือเสียหาย

– การเดินทางของพระสยามวงศ์ ไม่ได้เป็นไปด้วยความราบรื่น จุดนี้อยากให้มีการค้นคว้าเพิ่มเติมจะเห็นได้ว่า พระอุบาลี ท่านได้อุทิศชีวิตเพื่อพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

– มีการวางแผนของชาวดัตช์เพื่อมาสำรวจกรุงศรีอยุธยา และหลังจากนั้นไม่นานกรุงศรีอยุธยาก็แตก และมีการลอกเผาทองไปจำนวนมาก ซึงผู้เขียนไม่คิดว่า พม่าซึ่งเป็นคนพุทธที่นับถือพุทธศาสนาจะสามารถกระทำการนี้ได้อย่างไร อาจเป็นแค่เครื่องมือหรือหนังหน้าไฟของกลุ่มคนบางกลุ่ม โดยเฉพาะพวกที่ล่าอาณานิคมในขณะนั้น และเมื่อตีกรุงศรีอยุธยาแตก กองทัพพม่าต้องรีบไปรับมือกับกองทัพจีนอีก

– มีการวางแผนอย่างแยบยลของพวกล่าอาณานิคม เพื่อสถาบันทั้ง ๓ แห่งกรุงศรีอยุธยาสูญหายไป กรุงศรีอยุธยาราชอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ถูกเผาทำลาย พระคัมภีร์ต่างๆ ทางศาสนาถูกเผาเสียวอดวายสูญหายไปจากกรุงศรีอยุธยา การโยกย้ายเปลี่ยนแปลงศาสนาไปยังศรีลังกาเริ่มกระทำขึ้นอย่างเป็นทางการ คนไทยจากชนชาติที่รุ่งเรืองมากกลายมาเป็นผู้ด้อยพัฒนา ไม่มีศาสนาเพราะศาสนาไปเป็นของแขก พระมหากษัตริย์ที่มีมาตั้งแต่โบราณสืบเนื่องต่อกันมาแม้แต่ก่อนสมัยพุทธกาล ก็เหลือแค่สุโขทัย

– มีการวางแผน เพื่อให้การไปครั้งนี้ คือ จากสยามไปลังกาทวีป และเขียนตำรา ตำนานมาใหม่ว่า ซีลอน (ศรีลังกา) คือ ลังกาทวีป เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้ผู้คนและวางแผนให้คนเข้าใจและบันทึกในตำราเรียน ว่าลังกาทวีป คือ ซีลอนนับแต่นั้นมา เช่น “And the ensemble blasted its orchestral music, the canons where fired to signal the happiness and rejoicing felt by the people of Lanka on seeing that the teaching and order ineage, which had been annihilated for such a long time, (…แลให้ประโคมดุริยางคดนตรี แลยิงปืนใหญ่เป็นสัญญาให้ปรากฏความปีติปราโมทย์แก่ประชาชนชาวลังกา ว่าศาสนวงศ์ซึ่งได้เสื่อมสูญมาช้านานได้กลับตั้งหยั่งรากลึกในลังกาทวีปแล้ว…) ”

– ไม่ใช่คนไทยไม่มีการบันทึกอย่างที่เข้าใจ แต่เอกสารโบราณต่างๆ ถูกเผาจนวอดวาย หาหลักฐานย้อนกลับไปได้ยาก

– ผู้เขียนจะเขียนตอนต่อไปว่า ชมพูทวีป ถูกโยกย้ายไปประเทศอินดียอย่างไร

อ้างอิงจากหนังสือ “ตีลังกา สืบหาชมพูทวีป” หน้า ๕๗๑-๕๘๐

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น