
พระมหากัสสปะ พระอรหันต์ผู้ที่เชื่อมต่อยุคพระศาสนาสองยุค คือ ยุคพระพุทธเจ้าสมณโคดม และ ยุคพระศรีอาริย์
ถ้ำสัตตบรรณคูหา หรือ ถ้ำที่ทำการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งแรก คือ “ถ้ำแก้ว” ตั้งอยู่ใกล้กับถ้ำปิปผลิ
อ้างอิงจากหนังสือ ตีลังกา สืบหาชมพูทวีป หน้า ๖๖ ความว่า
ถ้ำปิปผลิ หรือ ถ้ำของพระมหากัสสปะ พระมหากัสสปะนิพพานที่ถ้ำแห่งนี้
ถ้ำปิปผลิตั้ง อยู่เชิงเขาเวภารบรรพต ใกล้กับถ้ำสัตตบรรณคูหา ถ้ำสองถ้ำนี้อยู่ในกรุงราชคฤห์ เมืองหลวงของแคว้นมคธ นามเดิม ของพระมหากัสสปะก่อนออกบวช คือ “ปิปผลิ” นามสกุล “กัสสปะ” บิดาชื่อ “กปิลพราหมณ์” ท่านเกิดที่หมู่บ้านพราหมณ์ชื่อ “มหาติตถะ” ตั้งอยู่ในเมืองราชคฤห์ พระมหากัสสปะท่านได้อาศัยอยู่ในถ้ำนี้
พระมหากัสสปะ ส่วนมากท่านจะอาศัยอยู่ตามป่าเขา ท่านมีบทบาทสำคัญในพระพุทธศาสนาคือ
• เป็นผู้เลิศแห่งภิกษุสาวกทั้งหลายของพระตถาคต ผู้ทรงธุดงค์และกล่าวสอนธุดงค์
• เป็นประธานในการทำปฐมสังคายนาที่ถ้ำสัตตบรรณคูหา ใช้เวลา ๗ เดือน
• ในพิธีถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า ไม่มีใครจุดไฟติด ต้องรอจนกว่าพระมหากัสสปะมาถึง พระพุทธองค์ยื่นพระบาทมาให้พระมหากัสสปะกราบครั้งสุดท้ายแล้วไฟถวายพระเพลิงจึงติดขึ้นมาเอง ในขณะเดียวกันร่างของพระมหากัสสปะรอพระศรีอาริย์มาถวายพระเพลิง
• ก่อนพระมหากัสสปะนิพพาน ๑ วัน ท่านก็เข้าไปถวายพระพรลาพระเจ้าอชาตศัตรู หลังจากนั้นท่านได้พาหมู่ภิกษุไปยังภูเขากุกกุฏสัมปาตบรรพต แสดงอิทธิฤทธิ์ปาฎิหาริย์ ให้ภูเขาทั้ง ๓ ลูกรวมมาอยู่เป็นลูกเดียวกัน และยังอธิษฐานให้สรีระของท่านยังคงสภาพเดิมไม่สูญสลายรอจนกระทั่งพระศรีอาริย์มาใช้เตโชธาตุเผาสรีระท่าน ในทำนองเดียวกันกับพระพุทธเจ้าสมณโคดม พระพุทธองค์ทรงรอให้พระมหากัสสปะมากราบก่อน มิฉะนั้นไฟในการถวายพระเพลิงพระพุทธองค์จะจุดไม่ติด ราวกับว่าท่านคือบุคคลซึ่งเชื่อมต่อยุคของพระพุทธเจ้าทั้ง ๒ พระองค์ คือ ยุคพระพุทธสมณโคดมและพระศรีอาริย์
• พระมหากัสสปะเถรเมื่อทำสังคายนาพระธรรมวินัยเรียบร้อยแล้วได้จำพรรษาอยู่ที่เวฬุวนาราม รวมอายุได้ ๑๒๐ ปี จึงนิพพาน ณ ระหว่างกลาง กุกกุฏสัมปาตบรรพตทั้ง ๓ ลูก ในกรุงราชคฤห์
ข้อสันนิษฐาน “ถ้ำปิปผลิ” หรือถ้ำของพระมหากัสสปะ ปัจจุบัน คือ “ถ้ำพระ” อำเภอภักดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิ
ลักษณะของถ้ำพระ
• ชื่อเดิมถ้ำผาจันทน์แดงเพราะบริเวณนั้นมีต้นจันทน์แดงขึ้นจำนวนมาก
• ตั้งอยู่บนเทือกเขาพระยาพ่อ เขตติดต่อระหว่างจังหวัดชัยภูมิกับจังหวัดเพชรบูรณ์ หน้าถ้ำเคยเป็นเส้นทางคมนาคมสมัยโบราณที่ใช้ติดต่อค้าขายระหว่างเมืองชัยภูมิกับเมืองเพชรบูรณ์ และหัวเมืองทางเหนือ
• ใกล้กับถ้ำแก้ว (ถ้ำสัตตบรรณคูหา และ ถ้ำของพระมหากัสสปะอยู่ใกล้กัน)
• เป็นถ้ำหินทราย ด้านล่างเป็นที่ราบ บางแห่งจะมีดินทรายแทรกอยู่
• มีขนาดใหญ่กว่าถ้ำแก้ว มีซอกเล็กซอกน้อยมากกว่าถ้ำแก้ว
• มีน้ำให้ดื่มกินตลอด
• ทางเข้าเล็ก แต่พอเข้าไปเป็นห้องโถงขนาดใหญ่
• มีความเชื่อว่าเป็นที่ละสังขารของ ”หลวงปู่เทพโลกอุดร”
ปากถ้ำพระก่อนหน้านี้ถูกปิดและได้ถูกเปิดมาเมื่อไม่นานมานี้เอง ในถ้ำพบกระดูกพระสมัยโบราณอายุกว่า ๒๐๐๐ ปี พบบาตรโบราณพบมีดโกนหิน
มีประวัติเล่าว่า มีพระธุดงค์ได้เข้าไปเจริญภาวนาอยู่ในถ้ำ ปรากฎเห็นนิมิต เป็นดวงแก้วใสลอยจากเพดานลงมา และปรากฎเป็นร่างของพระภิกษุชรารูปหนึ่ง อายุประมาณ ๘๐ ปี สูงประมาณ ๑๖๐ เซ็นติเมตรห่มจีวรสีกรักออกดำชี้มือไปยัง ที่ปรากฏอยู่บนเพดานของถ้ำ
เมื่อออกจากสมาธิแล้ว ก็ได้มาปรึกษากับหลวงปู่คำพันธ์ที่เป็นอาจารย์ในขณะนั้นหลวงปู่จึงบอกให้ชาวบ้านทำนั่งร้านขึ้นไป แล้วใช้เหล็กสกัดหินดู ปรากฏว่าเป็นโพรงถ้ำ ภายในถ้ำพบโครงกระดูกมนุษย์ซึ่งกลายเป็นหิน บริเวณด้านข้างพบหม้อดินเผาภายในบรรจุหินสีดำเท่ากับลูกพุทรา หินสีดำแท่งหนาประมาณ ๒ นิ้วยาวประมาณ ๔ นิ้ว หินรูปขวานขนาดเล็ก และเปลือกหอยยาวคล้ายกับใบมีดโกน จึงนำของเหล่านั้นลงมาการได้ค้นพบโครงกระดูกพระสมัยโบราณ ครั้งนั้นเป็นที่อัศจรรย์กับพระสงฆ์และชาวบ้านที่ได้พบเห็นเป็นอันมาก จึงได้บรรจุอัฐิไว้ในธาตุประดิษฐานไว้บนยอดเขาแล้ว

มีการทำบุญอุทิศตามประเพณีโบราณได้กระทำสืบทอดกันมา ที่กล่าวว่าเป็นโครงกระดูกของพระสมัยโบราณอายุประมาณเกือบ ๒,๐๐๐ ปีนั้น สันนิฐานว่า หม้อดินเผานั้นเป็นบาตรดินที่พระสมัยโบราณเคยใช้ในสมัยนั้น

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น