10 พฤษภาคม 2568

การค้นคว้าเรื่องพระพุทธศาสนา

 

การค้นคว้าเรื่องพระพุทธศาสนา
พระพุทธศาสนาถูกบิดเบือนมาร้อยกว่าปีที่แล้ว จากพวกล่าอาณานิคมกับทีมงานนายคันนิ่งแฮม ที่จะเอาต้นกำเนิดพระพุทธศาสนาไปอยู่ที่อินเดีย นำพระพุทธเจ้าเป็นคนอินเดีย
การจะถอนความเชื่อ ที่ถูกปลูกฝังมาอันยาวนาน ยากที่จะถอดถอน ถ้าเจอผู้ที่อธิบายแล้วพอจะเข้าใจ ก็สามารถคุยกันต่อได้ แต่ถ้าปิดกั้นมาแต่แรก ตั้งด่านกั้นไม่รับเอาสิ่งใหม่ๆ เลยก็จะคุยต่อได้ยาก บางคนที่มีพอมีมารยาท ก็จะคุยกันได้บ้าง แม้แต่ยังไม่เชื่อตาม แต่บางคนใช้วาจาที่ไม่ดี ดูถูก เหยียดหยาม ว่าคิดเอาเองบ้าง มั่วบ้าง ทั้งๆ ที่ไม่มาดูว่า ความจริงเป็นอย่างไร คนที่มาค้านจะใช้องค์ความรู้ที่ได้อ่าน ที่ถูกป้อนเข้ามาให้พวกเขาเชื่อ แล้วแต่ละคนจะสะท้อนออกมาโดยการกระทำเพื่อกระทบคนอื่น ตามอนุสัยที่ตนเองมี
แม้แต่คนที่ทำเรื่องเดียวกัน บางคนไม่มีมารยาททางสังคมอย่างมาก ใช้คำพูดที่รุนแรง หรือ บางคนคิดว่า ที่พวกเราค้นคว้ากันมาเพียงแต่ "นั่งเทียน" เอา แล้วเอาไปสอดคล้องกับ "ความเชื่อ" แต่การที่จะกลั่นกรองออกมาเป็นองค์ความรู้แต่ละอย่าง ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างมาก 
 
สิ่งแรกที่ต้องทำในการค้นคว้าเรื่องพระพุทธศาสนานี้ คือ ต้องมีองค์ความรู้ที่ถูกต้อง โดยยึดคัมภีร์ของพระพุทธศาสนาเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นพระไตรปิฎก หรือ อรรถกถา และคัมภีร์โบราณทางศาสนา สิ่งเหล่านี้ล้วนเอามาประกอบการพิจารณา เพราะสิ่งที่ต้องยึดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องในพระพุทธศาสนา คือ พระไตรปิฎกเป็นอันดับแรก ถ้าสิ่งใดต่างไปจากพระไตรปิฎกกล่าวไว้ ให้สมมุติฐานไว้ก่อนได้เลยว่า ไม่ใช่ บางคนที่มาค้นคว้าเรื่องพระพุทธศาสนาชอบอ้างว่า ผู้อื่นค้นคว้ามาไม่ได้เอาข้อมูลมาตามพระไตรปิฎก ผู้ทำลายพระไตรปิฎก เพราะคิดว่า ตัวเองเป็นเจ้าของพระไตรปิฎกอยู่ผู้เดียว จะอ้างเรื่องนี้ตลอด 
 
เมื่อก่อนการที่จะหาเอกสารหรือหนังสือโบราณมาประกอบการค้นคว้า ยากกว่าสมัยนี้มาก เสาร์อาทิตย์ที่ว่างจากงานประจำ และถ้ามีเวลาต้องไปขลุกอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ จนหลังๆ ทางหอสมุดมีการปรับปรุง มีทำที่ให้อ่านหนังสือ ค้นคว้า หนังสือบางเล่มมันเก่ามาก จะไปถ่ายเอกสารมา ต้องทำสำเนาไว้ให้หอสมุดอีกชุด หรือ สองชุด เพราะหอสมุดจะได้เอาไว้ให้คนหลังได้ไปถ่ายสำเนาได้ ต้นฉบับจะได้ไม่เสียหาย เอกสาร หนังสือแต่ละเล่มกว่าจะได้มาต้องมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ผิดจากปัจจุบัน ที่หาอ่านได้ไม่ยาก 
 
หลังจากได้อ่าน วิเคราะห์สิ่งต่างๆ จากเอกสารที่ได้มา แล้วต้องมาค้นคว้า และลงพื้นที่ บางพื้นที่ที่ยังมีความสงสัย ต้องไปแล้วไปอีก บางสถานที่เป็นสิบหนก็มี แล้วแต่ละที่ไม่ได้ใกล้จากกรุงเทพเลย บางทีต้องไปไกลๆ ไปเช้าแล้วรีบไปสำรวจ เย็นก็ต้องรีบกลับ บางทีต้องขับรถไปไกลๆ 400-500 กิโล แล้วกลับอีก 400-500 กิโล กลับภายในวันเดียว ขึ้นเหนือล่องใต้ ไปตะวันตก ตะวันออก อีสาน บางแห่งต้องไปแล้วไปอีกหลายหน
การสำรวจพื้นที่ต้องทำเป็นอันดับแรกๆ ซึ่งทำต่อเนื่องกันมาเป็นสิบปีแล้ว ไม่ใช่ค้นคว้าเสร็จแล้วลงพื้นที่ มันจะขัดแย้งกับความจริง ที่ปักหมุดไปแล้วค่อยไปสำรวจ ต้องสำรวจก่อนจะปักหมุด เลยต้องทำมาแบบต่อเนื่องเพื่อเก็บข้อมูลนำมาทำการวิจัยต่อไป 
 
บางสถานที่ก็ไกลมาก บางแห่งจะกลับในวันเดียวไม่ได้ การเดินทาง ส่วนมากจะขับไปเองทางรถส่วนตัว บางแห่งไกล และต้องรีบกลับมาทำงานประจำ ก็จะนั่งเครื่องบินไป หรือบางแห่งนั่งรถทัวร์ไปแล้วไปเช่ารถเพือสำรวจสถานที่ บางทีลงใต้ไปเพื่อไปสนทนากับอาจารย์ท่านผู้รู้บางท่าน อาจารย์ก็เมตตาอธิบายข้อมูล ไปกันหลายคน แลกเปลี่ยนความรู้ บางทีสนทนากันดึกมาก เช้ามาอาจารย์ยังมาให้ความรู้อีก ไปพบท่านหลายหนอยู่ ขับรถไปเองบ้าง นั่งเครื่องไปบ้าง แล้วแต่เหตุการณ์ 
 
การที่จะได้ข้อมูลสถานที่ใดๆ ต้องลงพื้นที่และคุยกับชาวบ้าน หรือพระที่ท่านอยู่ ณ ที่นั้น บางวัดไปบ่อยมาก จนรู้จักคนเกือบทั้งวัดแล้วก็มี เฉพาะค่าเดินทางนี่ใช้ทุนทรัพย์ส่วนตัวไปมาก ไม่รวมกับตำรับตำราที่ต้องหาซื้อมาอีก
 
การไปสำรวจบางครั้งต้องปีนเขาสูงมาก แม้แต่กลุ่มเด็กวัยรุ่นยังท้อ แต่เพราะพลังศรัทธาทำให้เราไปถึงยอดเขาได้ หรือบางทีก็ต้องเข้าไปสำรวจในถ้ำ เคยหลงถ้ำมาแล้ว มันน่ากลัวมาก ตอนเข้าถ้ำไปไม่ได้เตรียมอุปกรณ์ไป พอขออนุญาตพระอาจารย์ ท่านให้เข้าไปสำรวจ และให้คนนำทางไป ยังหลง (ไปเจอฟันคนโบราณแล้วเก็บไว้ จนต้องเอาทิ้งถึงเจอทางออก) เข้าไปก็ไม่ใช่ง่าย มีทั้งต้องคลานที่แคบๆ ต้องโรยตัวลงไประหว่างหินสองก้อน แล้วปีนขึ้นมาใหม่ (ในถ้ำลึกเจอลูกแก้วที่ใส สว่าง มีลักษณะหยดน้ำแบบแบนๆ ใสและสว่างมาก สะท้อนตา ที่เห็นเพราะว่าคนนำทางลื่นแล้วลงไปช่วย เลยเห็น แล้วขออนุญาตเจ้าของเก็บไว้ แล้วไปถามพระอาจารย์ ขออนุญาตเก็บตรงนี้ที่ได้จากถ้ำลึกไว้) 
 
ปีนเขา เข้าป่า เข้าถ้ำ มาเยอะมาก ตอนนี้กำลังเริ่มอ่อนแล้ว แต่ก็ไปสำรวจสิ่งที่สงสัยมาเกือบหมดแล้ว
การสำรวจแต่ละครั้งแปลกมาก ทุกครั้งจะมีคนรออยู่ตรงสถานที่นั้น มาคนเข้ามาถามว่ามาทำอะไร แล้วพาไปอธิบายสถานที่นั้นๆ แบบละเอียด มีอยู่ครั้งหนึ่ง เคยขับรถเข้าไปในภูเขา เป็นแต่ป่า แต่ในใจคิดว่า ต้องมีรอยพระบาท เลยเข้าไป แล้วมีน้องผู้หญิงขาว สวย เข้ามาถาม เข้ามาอธิบาย แล้วน้องถามว่า พี่ๆ หนูถามจริงๆ พี่รู้ได้อย่างไรกับข้อมูลตรงนี้ เลยบอกน้องไปว่า มันคิดขึ้นมาเอง แล้วอยากมาสำรวจ เลยขับรถมา น้องบอกว่า พี่ ตรงนี้คือเมืองลับแลนะ ปกติคนอื่นจะขับรถผ่าน แล้วพี่มาโดยไม่ได้ตั้งใจ หนูเลยสงสัยว่า มาได้อย่างไร สิ่งต่างๆ เหล่านี้ยากที่จะเข้าใจ และยากที่จะเล่าสู่ผู้คนในที่สาธารณะ 
 
หลังจากได้ความรู้จากตำรา ได้ไปสำรวจพื้นที่จริง ก็ต้องมาสรุปเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ได้มา แม้จะไม่ได้เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่อะไร แต่ถ้าสามารถอธิบายให้คนเข้าใจทีละน้อยได้ก็นับเป็นประโยชน์มาก และก็ต้องมาทำสื่อให้เข้าใจง่าย ทำโปสเตอร์ ทำคลิป ทำอะไรที่สวยๆ เพื่อให้ผู้ที่ติดตามเข้าใจได้ไม่ยาก 
 
สิ่งเหล่านี้คือ สิ่งที่ทำในการค้นคว้าเรื่องพระพุทธศาสนา แม้แต่บางครั้งไม่ได้มาโพสต์ หรือบอกใครๆ ว่าเราทำอะไรไว้บ้าง ผู้คนจะคิดว่า เราคิดไปเองบ้าง ทำลายพระไตรปิฎกบ้าง นั่งเทียนแล้วเอามาสอดคล้องกับความเชื่อบ้าง ซึ่งมันไม่เป็นความจริงเลย 
 
เราทำเพราะความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ใช้กำลังกาย กำลังปัญญา กำลังทรัพย์ที่มีอยู่ ทุกวันที่ทำ จนมาถึงวันนี้ใช้จ่ายไปมิใช่น้อย ใช้กำลังทุนทรัพย์ส่วนตัวตลอด สิ่งที่ได้มามันก็เป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัย เพราะทุกอย่างมีข้อจำกัด ไม่ว่าจะ เวลา กำลังกาย กำลังใจ สติปัญญา หรือทุนทรัพย์ที่มี จึงได้นำสิ่งต่างๆ เหล่านี้มาเผยแผ่ให้ผู้คนได้รับทราบ 
 
๙ พฤษภาคม ๒๕๖๘

วันพืชมงคล ๙ พฤษภาคม ๒๕๖๘

พิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ทำไมมีแต่ประเทศไทย และกษัตริย์เป็นผู้ทำพิธี
พิธีนี้มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ที่มีหลักฐานบันทึกไว้ในพระไตรปิฎก


อินเดียมีไหม ?????
 
 

อาจเป็นรูปภาพของ 2 คน และ ข้อความพูดว่า "วันพืชมงคล พุทธประวัติ ៧ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ขณะที่เจ้าขายสิทธัตถะ เจริญพระชนมายูได้ ബ พรรษา พระเจ้าสุทโธทนะ ทรงพาพระราชโอรสเจ้าขายสิทธัตละ ไปร่วมพิธีในวันงานพระราชพิธี จรดพระนังคัลแรกนาขวัญด้วย โดยโปรดให้เจ้าชายประทับใต้ ต้นชมพูพฤกษ์ หรือ ต้นหว้า ระหว่างนั้นระทีสี้เแลอลไล กรดพระนังคัลแรกนาขวัญกันหมด ปร่อยใช้ห้ขาประระย้อยง้ยขพ้พ เพียงลำพังเพียงพระองค์เดียว ค์เดียว เจ้าขายสิทธัต์ทหทรงทำมาธิด้วค จนได้ปฐมมานเป็นครังแรก www.facebook.com/goups/Badhafacts พิชมงคล๒๕ พระยาแรกนาเสี่งทายได้ผ้านุ่ง กนาเสี่ยงทายไ พระยาแ พระโคกิน พระโคกิน"นำหบ้างเล้"ทำนายำ "น้ำ-หญ้า-เหล้า ทำนายน้ำจะพอดี ข้าวในนาจะสมบูรณ์ เศรษฐกิจรุ่งเรื่อง"

06 พฤษภาคม 2568

ธรรมเนียมปฏิบัติประจำปีของคนไทยโบราณ

 

"การสักการะพระแท่นดงรัง" คือ ธรรมเนียมปฏิบัติประจำปีของคนโบราณในประเทศไทย
วันนี้ ๕ พฤษภาคม ๒๕๖๘
วันนี้ได้มีการไปเยี่ยมเยียน "ป้าขวัญ" และได้สนทนาหลายอย่างกัน ป้าได้เล่าหลายอย่างให้เราฟัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องพระแท่นดงรัง

ป้าเล่าว่า ในอดีตตั้งแต่สมัยคุณยายของป้า (ถ้ามีชีวิตอยู่คงร้อยกว่าปี เพราะแม่ของป้าก็ ๙๐ กว่าแล้ว) ได้มีธรรมเนียมพุทธปฏิบัติของคนโบราณที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ที่ต้องทำแต่ละปี คือไปสักการะ "พระแท่นดงรัง" และ "รอยพระพุทธบาทสระบุรี"
การไปสักการะพระแท่นดงรัง จะมีการไปบูชา ปิดทอง สวดมนต์ กันที่นั่น แล้วจะไปกันที่ละเยอะๆ ๑ ปีจะรวมไพร่พล เหมาเรือกันเป็นลำๆ เรือจะเป็นเรือไอน้ำ โดยออกจากบ้าน พายเรือไปที่ท่าดำเนินสะดวก และนั่งเรือหางยาวต่อไปที่ท่ารถ รถที่ไปจะเป็นรถแดง (รถแดงสมัยโบราณ)

เมื่อถึงพระแท่นดงรังต้องเดินเข้าป่า โดยเดินเท้าต่อไปอีกหลายชั่วโมง พอไปถึงพระแท่นก็จะสักการะด้วย ดอกไม้ และจะนำของที่เป็นมงคลสูงสุด ของที่ดีที่สุดไปถวาย เช่นข้าว ผลไม้ ที่ปลูกไว้ในแต่ละปีเลือกที่ดีที่สุดมา รวมทั้งดอกไม้ เป็นดอกไม้ที่ปลูกเอาไว้เองไม่ได้ซื้อมา 
 
 
ยายเล่าให้ฟังว่า "พระพุทธเจ้าอยู่ตรงพระแท่นดงรัง และพระพุทธเจ้าเป็นคนไทย" และยายเถียงกับหลานว่า ปู่ย่าตายายเล่าให้ยายฟังว่า พระพุทธเจ้ามีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย กาญจนบุรีเป็นเมืองสำคัญ และพระพุทธเจ้ามานิพพานที่นั่น ยายไม่เชื่อตำราที่ลูกหลานเรียนมา ที่บอกว่า พระพุทธเจ้าเป็นคนอินเดียเกิดที่อินเดีย ยายบอกว่า ไม่ใช่ ตำราอะไรยายไม่รู้ 
 
หลังจากที่ยายไม่อยู่แล้ว แม่ของป้าขวัญก็ยังไปนมัสการที่พระแท่นดงรังสืบต่อไป ยังมีการรวมสมัครพรรคพวกญาติพี่น้องไปกันอีก 
 
 
ยายบอกว่า ยายไม่รู้จักหรอกที่พระพุทธเจ้าเป็นคนอินเดีย