03 มิถุนายน 2563

งานแห่พระเขี้ยวแก้ว สระบุรี วันเสาร์ที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓

งานแห่พระเขี้ยวแก้ว สระบุรี

Poster A4_Res100-Yellow.jpg 

ร่วมชม ประเพณีแห่พระเขี้ยวแก้ว (พระทันตธาตุขวาเบื้องบน) ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระเขี้ยวแก้วแห่งลังกาทวีป ของคู่บ้าน คู่เมือง ณ บริเวณวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร อ.พระพุทธบาท จ. สระบุรี

วันเสาร์ที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ (ขึ้น ๗ ค่ำเดือน ๔) ตั้งแต่เวลา ๑๒.๐๐ – ๑๙.๐๐ น.
เชิญชวนทุกท่าน ไปร่วมชมประเพณีแห่พระเขี้ยวแก้ว ซึ่งเทศบาลอำเภอพระพุทธบาทสระบุรีจัดขึ้น ซึ่งเป็นงานประเพณีที่จัดกันทุกปี พระเขี้ยวแก้วที่ประดิษฐานที่วัดพระพุทธบาทสระบุรี เป็นพระเขี้ยวแก้วที่สำคัญ คือ เป็นพระเขี้ยวแก้วขวาด้านบนของพระพุทธเจ้า ที่เป็นของคู่บ้านคู่เมืองมาเป็นเวลาช้านาน เพื่อเป็นศิริมงคลกับท่านและครอบครัว ร่วมสักการะ รวมทั้งตั้งจิตอธิษฐานให้บ้านเมืองอยู่ร่มเย็นเป็นสุข ปราศจาคภยันตรายต่างๆ ทั้งปวง

           ที่ได้ทำการค้นคว้ามา พระเขี้ยวแก้ว (พระทันตธาตุ) องค์นี้ เป็นพระเขี้ยวแก้วของลังกาทวีป ที่มีประวัติโบราณบันทึกไว้ ถ้าผู้ใดได้มีโอกาสได้มาอ่านบทความนี้ และต้องการไปสักการะพระเขี้ยวแก้วที่แท้จริงของลังกาทวีป เชิญไปร่วมงานกับงานที่เทศบาลอำเภอพระพุทธบาทสระบุรีได้จัดขึ้นในวันเวลาดังกล่าว นอกจากนี้ทางผู้จัดงานจะได้มีพิธีสรงน้ำพระเขี้ยวแก้ว พวกท่านจะได้ชมบารมีพระเขี้ยวแก้วแบบใกล้ชิด ซึ่งจะหาชมที่ไหนได้ยาก ในสมัยโบราณมีการบันทึกถึงงานประจำปี งานแห่พระเขี้ยวแก้วที่อลังการ และบรรยายบรรยากาศของไทยเดิมไว้อย่างละเอียดลึกซึ้งมาก

          ดังตำนานโบราณเมื่อกว่าพันปี มีบันทึกถึงการอัญเชิญพระทันตธาตุออกจากอาศรมบทเป็นงานประจำปี ตกแต่งบูชาสักการะด้วยดอกไม้ของหอมแล้วเชิญพระทันตธาตุออกไปตามถนน มีเครื่องสักการะบูชาตลอดข้างทาง เป็นรูปพระโพธิสัตว์ ๕๐๐ ปางต่างๆ บ้าง พระสุทนบ้าง พระสุวรรณสามบ้าง ฉันททันต์บ้าง กวางบ้าง ม้าบ้าง

          ครั้นกาลล่วงมาสมัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม ที่เมืองพระพุทธบาทฯ เกิดโรคระบาดประชาชนเกิดเจ็บป่วย ล้มตาย พร้อมทั้งเกิดทุพภิกขภัย ฝนแล้ง แห้งน้ำ ผู้ปกครองในสมัยนั้นจึงอัญเชิญ
พระเขี้ยวแก้วออกแห่ พร้อมประชาชนร่วมขบวนสรงน้ำพระเขี้ยวแก้ว และในวันนั้นเอง ได้มีฝนตกกระหน่ำอย่างหนัก ทำให้ประชาชนและพฤกษาชาตินานาพันธุ์ได้รับความชุ่มเย็นจึงได้ถือ ปฎิบัติเป็นประเพณีเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

พระเขี้ยวแก้ว(พระทันตธาตุ) ที่ประดิษฐานที่วัดพระพุทธบาทวรมหาวิหาร อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี มีคุณสมบัติ ดังนี้คือ

         ๑. มาจากลังกาทวีป
         ๒. อัญเชิญจากลังกามาสมัยอยุธยาในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ พ.ศ.๒๒๗๕-๒๓๐๑ หรือสมัย
พระเจ้าทรงธรรมปีพ.ศ.๒๑๕๔-๒๑๗๑
         ๓. เป็นพระเขี้ยวแก้ว หรือ พระทันตธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขวาเบื้องบน

ในป่างองค์อมเรศอดิศร สมบัติอมรินทร์คำกลอน มีกลอนกล่าวไว้แสดงว่า พระเขี้ยวแก้วที่พระพุทธบาทสระบุรี เป็นพระเขี้ยวแก้วข้างขวาด้านบนขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนี้

“หนึ่งเจดีย์พระจุฬามณีสถิต                     อันไพจิตรด้วยฤทธิ์สุเรนทร์ถวาย
สูงร้อยโยชน์โชติช่วงประกายพราย          ยิ่งแสงสายอสุนีในอัมพร
เชิญเขี้ยวขวาเบื้องบนพระทนต์ธาตุ    ทรงวิลาศไปด้วยสีประภัสสร
แทนสมเด็จพระสรรเพชญ์ชิเนนทร           สถาวรไว้ในห้องพระเจดีย์
ประดิษฐ์บนพระมหาจุฬารัตน์                   เป็นที่แสนโสมนัสแห่งโกสีย์
กับสุราสุรเทพนารี                                    ดั่งจะชี้ศิวโมกข์ให้เทวัญ
ประดับด้วยราชวัติฉัตรแก้ว                       พรายแพร้วลายทรงบรรจงสรรค์
ระบายห้อยพลอยนิลสุวรรณพรรณ            เจ็ดชั้นเรียวรัดสันทัดงาม
ดั่งฉัตรเศวตพรหเมศร์ครรไลหงส์             เมื่อกั้นทรงพุทธาภิเษกสนาม
ยิ่งดวงจันทร์พ้นแสงสมัยยาม                   อร่ามทองแกมแก้วอลงกรณ์
ครั้นถ้วนถึงวันครบอุโบสถ                        กำหนดพร้อมด้วยสุราสรางค์สมร
บูชาเครื่องเสาวรสสุคนธร                        ข้าวตอกแก้วแซมช้อนสุมามาลย์
บ้างเริงรื่นชื่นชมประนมหัตถ์                    กระทำทักษิณาวัฏบรรณสาร
ประนอมจบเคารพไตรวาร                        แล้วลีลาศยังสถานพิมานจันทน์”

          ๔. ข้อสมมุติฐานของผู้เขียนมีว่า พระเขี้ยวแก้วด้านขวาบนถูกอันเชิญมาจากเขาสุมนกูฏลังกาทวีป คือ วัดพระพุทธฉาย จังหวัดสระบุรี ซึ่งมีเขานี้มีรอยพระพุทธบาทอยู่บนยอดเขา และสันนิษฐานว่าพระเขี้ยวแก้วองค์จำลองถูกอัญเชิญมาโดยพระเจ้าทรงธรรม ส่วนพระเขี้ยวแก้วองค์จริงถูกอัญเชิญมาสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ

          ๕. พระเขี้ยวแก้ว ที่คืนไปบรรจุที่หาดทรายแก้ว (นครศรีธรรมราช) คือ พระทันตธาตุเบื้องซ้าย พร้อมด้วยพระบรมสารีริกธาตุอีก ๑ ทะนาน

          ๖. เจ้าหญิงเหมชาลาและเจ้าชายทนทกุมาร เป็นตำนานของเมืองนครศรีธรรมราช ไม่น่าใช่ตำนานการเดินทางจากอินเดียไปศรีลังกา น่าจะเป็นการเดินทางระหว่างนครศรีธรรมราชและลังกาทวีปในบริเวณอ่าวไทย

อ้างอิงจากหนังสือ “ตีลังกา สืบหาชมพูทวีป” หน้า ๕๑๕

IMG_9763.jpg 

IMG_9769.jpg 


IMG_9791.jpg 

IMG_0223.jpg 

IMG_0166.jpg 

IMG_9800.jpg 

IMG_0042.jpg 

IMG_9927.jpg

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น