28 กุมภาพันธ์ 2568

เหตุที่เราไม่สงสัย ในเรื่องพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นในไทย

เหตุที่เราไม่สงสัย ในเรื่องพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นในไทย จะแยกเป็น ๒ ระดับ

๑) ระดับเบื้องต้นที่เราชาวพุทธที่พอจะรู้ว่าพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นในไทย

๑.๑ เพราะเราชาวพุทธมีการตื่นรู้มาจากคำพูดของหลวงปู่มั่นว่าพระพุทธเจ้าเป็นคนไทย

๑.๒ เพราะคนเฒ่าคนแก่ยุคปู่ย่าตายายมีการพูดให้ชาวพุทธหลายคนได้ฟัง

๑.๓ เพราะมีบันทึกพงศาวดารของชาวฝรั่งต่างชาติที่เข้ามาในไทยในสมัยอยุธยา เช่น นายลาร์ลูแบร์ บันทึกว่า ชมพูทวีปคือไทยพระพุทธเจ้าเป็นของคนไทย ซึ่งขณะสมัยยุคอยุธยานั้นคนทั้งโลกยังไม่มีการรู้ว่าพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นที่อินเดียกันเลย เพิ่งมารู้ในยุคที่มีนายแคนนิ่งแฮม ชาวอังกฤษยุคล่าอาณานิคมและทีมงานมาค้นพบใหม่ ว่าพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นที่อินเดียในยุคตรงกับสมัย ร.๕ ที่โลกเพิ่งรู้กันขึ้นมาที่อินเดีย

๑.๔ บันทึกสุนทรภู่ที่บันทึกว่าพระพุทธเจ้าทรงนิพพานที่พระแท่นดงรัง ซึ่งในยุคสุนทรภู่ยังไม่มีการรู้กันเลยว่าพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นที่อินเดีย

๑.๕ สังเกตได้ว่ามีรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าทั้งจริงและจำลองมีมากมายในไทย ซึ่งที่อินเดียมีเพียงรอยสองรอยเท่านั้น นั่นเป็นการแสดงอาณาเขตว่าชมพูทวีปมีรอยพระพุทธบาทมากมายเป็นร่องรอย ที่พระพุทธเจ้าประทับไว้ตอนเสด็จพระราชดำเนินผ่านสถานที่นั้นๆ

๑.๖ ไทยมีพระธาตุเกือบทุกส่วนของพระพุทธเจ้าและมีพระบรมสารีริกธาตุมากที่สุดในโลก ในพระไตรปิฎกกล่าวไว้ว่า พระเจ้าอโสกจะนำพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธองค์ ไปบรรจุไปทั่วชมพูทวีป แสดงว่าไทยคือ ชมพูทวีป พระบรมสารีริกธาตุอยู่ที่ไหนพระพุทธองค์ก็อยุ่ที่นั่น

พระมหากัสสปะเถระพระอัครสาวกนำพระบรมสารีริกธาตุไปบรรจุหลายที่ในไทยหลังพิธีถวายพระเพลิง เช่น พระธาตุพนม ก็มีบันทึกไว้มากมายหลายฉบับว่ามีการสร้างไว้ใน พ.ศ.๘ (บางหลักฐานกล่าวไว้อาจถึงพ.ศ.๑) ทำไมพระอุรังคธาตุพระพุทธองค์จึงรับสั่งให้มาไว้ที่นครพนม(ปัจจุบัน) ทำไมไม่รับสั่งให้ประดิษฐานไว้ที่อินเดียเลย

๑.๗ ฤดูกาลตามพระไตรปิฎกของไทยมีสามฤดู เจ้าชายสิทธัตถะมีปราสาทสามฤดู พระเจ้าอโสกมีปราสาทสามฤดู ที่อินเดียมีสี่ฤดู

๑.๘ การนับข้างขึ้นข้างแรมของไทยตรง ปฏิทินทางพุทธศาสนาใช้จันทรคติ การเข้าพรรษาก็ตรงกับฤดูฝนของไทย พระพุทธเจ้าทรงห้ามพระภิกษุออกไปนอกสถานที่ เพราะจะทำให้ไปเหยียบข้าวของชาวบ้านที่กำลังปลูกไว้ในฤดูฝน ไทยมีการฉลองเข้าพรรษาและออกพรรษาที่ยิ่งใหญ่มาก ทุกภาคของประเทศจะมีเทศกาลเข้าพรรษา-ออกพรรษาแต่ละท้องถิ่น ที่สวยงามตระการตา เป็นหนึ่งเดียวในโลกเท่านั้น

๑.๙ "โยชน์" เป็นหน่วยวัดระยะทางในพระไตรปิฏก ซึ่งเป็นหน่วยวัดของไทย มาจวบจนปัจจุบัน แม้แต่การซื้อขายที่ดินก็วัดเป็นตารางวา (๔ ศอก=๑ วา, ๒๐ วา = ๑ เส้น, ๔๐๐ เส้น = ๑ โยชน์) อินเดียไม่ได้ใช้โยชน์ หรือที่ดินอินเดียไม่ได้ใช้หน่วยเดียวกันกับโยชน์เหมือนของคนไทย

๑.๑๐ อาหารที่มีบอกไว้ในพระไตรปิฎก เช่น แกงอ่อม เป็นอาหารของคนไทยที่ถวายพระพุทธเจ้า ข้าวจี่ เป็นอาหารพื้นบ้านของคนไทย ที่มีบันทึกไว้ในพระไตรปิฎก

๑.๑๑ มีบันทึกในคัมภีร์โบราณของไทยว่าพระพุทธเจ้าเสด็จในดินแดนไทยมากมาย เช่น พระเจ้าเลียบโลก ประวัติวัดโบราณที่บันทึกว่ามีมาแต่โบราณ พงศาวดารหลายฉบับ

๑.๑๒ มีบันทึกตำนานไทยอย่างมีหลักฐานว่าพระปุณณะและแคว้นสุนาปรันตะอยู่ที่เพชรบุรี ในพระไตรปิฎกเรื่อง "ปุณณะสูตร" ก็กล่าวถึงว่า พระปุณณะมาจากเมืองคนดุ ก็แสดงว่าแคว้นต่างๆ อยู่ในแถบเมืองไทย และที่ตรัสรู้จะต้องอยู่ในไทยเพราะสถานที่ตรัสรู้จะอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของแคว้นสุนาปรันตะ

๑.๑๓ ในอดีตก่อนยุครัตนโกสินทร์ขึ้นไป ไม่เคยมีบันทึกไทยว่าพระมหากษัตริย์ไทยที่ทรงนับถือพระพุทธศาสนาเดินทางไปสักการะสถานที่สังเวชนียสถานที่อินเดียกัน

๑.๑๔ พระมหากษัตริย์ของไทย เป็นพุทธมามกะมาตลอด เป็นอัครศาสนูปถัมภก แม้แต่การขึ้นครองราชย์ สิ่งแรกในขบวน คือ "ขบวนพระนำ" มี "การแห่ผ้าพระกฐินทางชลมารค" อันยิ่งใหญ่ตระการตาแก่มวลมนุษย์ชาติไปทั่วโลก

แม้แต่สมัยทวาราวดี พุทธศตวรรษที่ ๑๑ (พ.ศ.๑๑๑๐-พ.ศ.๑๒๐๐) พระนางเจ้าจามเทวี เจ้าหญิงจากละโว้เดินทางไปเป็นปฐมกษัตรีย์หริภูณชัย (ลำพูน) ทรงเห็นความสำคัญและมีการนำพระอริยสงฆ์และพระไตรปิฎกจากละโว้ไปหริภูญชัยในกาลนั้นด้วยและมีการสร้างพุทธสถานที่สำคัญหลายแห่งตามเส้นทางการเดินทางจากละโว้(ลพบุรี) ไปถึงหริภูญชัย (ลำพูน) ถึงกระนั้นไทยยังคงให้ความอิสระเสรีการการนับถือศาสนาอื่นๆ

๑.๑๕ ไม่มีบันทึกของพระภิกษุไทยหรือพุทธบริษัทสี่ก่อนยุครัตนโกสินทร์ไม่มีบันทึกว่ามีการเดินทางไปสักการะสถานที่สังเวชนียสถานที่อินเดีย

๑.๑๖ ไม่มีการนำจำลองรูปแบบเจดีย์ทรงพุทธคยาที่อินเดียมาสร้างในไทย ในยุคที่ยังไม่มีการค้นพบว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้ที่อินเดีย แต่พอมีชาวฝรั่งเพิ่งไปค้นพบว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้ที่อินเดียขึ้นมาในสมัยตั้งแต่ยุค รัชกาลที่๕ เป็นต้นมาเท่านั้น ก็เริ่มมีการเดินทางไปที่อินเดียกันและไปจำลองรูปแบบทรงเจดีย์แบบสี่เหลี่ยมทรงพุทธคยามาสร้างกันในยุคหลังและยุคนี้เกิดขึ้นมากมายในไทยขึ้นมา ซึ่งในความเป็นจริงถ้ายุคทวารวดีนับพันปีมาแล้วถ้าไทยรู้ว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้ที่อินเดียไทยพม่าคงมีการสร้างเจดีย์ตามรูปแบบเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมแบบพุทธคยากันไปนานแล้ว แต่ไม่มี

๑.๑๗ พระพุทธรูปในไทย มีสร้างมากันตั้งแต่สมัยยุคพุทธกาลตามตำนานการสร้างพระนั้นๆ ที่มีบันทึกไว้ เช่น พระนอนจักรสีห์-สิงห์บุรี พระเจ้านั่งดิน-พะเยา หรือ พระพุทธรูปที่ถ้ำฤาษีเขางู-ราชบุรี หรือแม้กระทั่งสมัยพุทธกาลก็มีการสร้างพระพุทธรูป (รูปแทนพระพุทธองค์) ในพุทธพรรษาที่ ๗ (ก่อนมีพุทธศักราช ๒๘ปี) โดยพระเจ้าปเสนทิโกศล

ซึ่งอินเดียมีการสร้างพระพุทธรูปมาหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานมาหลายร้อยปี เช่น พระคันธาระในอินเดีย

๑.๑๘ ประวัติของปฐมกษัตริย์ของลังกา พระเจ้าวิชัย ก็มีอยู่ที่สิงห์บุรี (สิงหปุระ เมืองของพระราชบิดาของปฐมกษัตริย์ของลังกา) มีสี่แยกไกรสรราชสีห์ (ปู่ของพระเจ้าวิชัย) กลางเมืองสิงห์บุรี มีอนุสรณ์พระเจ้าสิงหพาหุ เรื่องราวต่างๆ มีบันทึกไว้ในประวัติและตำนานพื้นบ้านของสิงห์บุรี เมืองลังกาของพระเจ้าวิชัยต้องไม่ไกลจากสิงห์บุรีเมืองของพระราชบิดา

๑.๑๙ ภาสาปาฬิ (บาลี) ภาษาของพระไตรปิฏก เป็นภาษาประจำท้องถิ่นของไทยและเพื่อนบ้าน ที่อินเดียไม่ใช้ปาฬิ

๒) สาเหตุเบื้องกลางที่ทำให้เรารู้เพิ่มมาอีกว่าพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นในไทย

ในการรู้ว่าพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นในแถบถิ่นไทยดังกล่าวเบื้องต้นมานั้น ลำดับต่อมาในเมื่อเรารู้ว่าที่พระแท่นดงรังคือสถานที่นิพพานที่มีความเชื่อของชาวพุทธไทยในอดีตมายาวนานนับพันปีกันแล้ว และเราก็เชื่อกันว่าเป็นสถานที่นิพพานที่แท้จริง แต่ว่าสถานที่สำคัญคือสถานที่ตรัสรู้อันเชื่อมโยงกับสถานที่นิพพานนั้น ได้เกิดการสูญหายไปไม่มีใครที่จะรู้ได้ในปัจจุบันนี้ อันทำให้ไม่สามารถที่จะหาหลักฐานองค์ประกอบกับสถานที่นิพพานที่พระแท่นดงรังได้ ซึ่งอาจจะสูญหายไปด้วยหลายสาเหตุ เป็นต้นว่าเมื่อมีชาวฝรั่งอังกฤษไปค้นพบใหม่ว่าพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นที่อินเดียกันแล้วและคนไทยเราเชื่อตามกันไป จึงได้ทอดทิ้งสถานที่ตรัสรู้และสถานที่อื่นๆของพระพุทธเจ้ากันไปหมด ไม่มีใครสืบต่ออีกต่อไปจึงเกิดการสูญหายไปเมื่อกาลเวลามาถึงยุคปัจจุบันนี้ จึงไม่รู้ว่าที่ตรัสรู้อยู่ที่ใด ถ้ามีการตรวจพบกันขึ้นมาได้ จะทำให้เป็นสิ่งยืนยันว่าสถานที่นิพพานนั้นเป็นสถานที่จริงขึ้นมาได้ยิ่งขึ้น และจะสามารถนำสถานที่ตรัสรู้ไปเปรียบเทียบกับสถานที่ตรัสรู้ที่อินเดียได้ว่าที่ใดมีหลักฐานที่เป็นจริงและถูกต้อง

เพราะสถานที่ตรัสรู้เป็นหัวใจสำคัญที่สุดในเรื่องราวของพระพุทธประวัติของพระพุทธเจ้า ในการพิสูจน์ติดตามค้นหาสถานที่ตรัสรู้นั้น

ก็ต้องใช้หลักเกณฑ์ตามพระสูตรที่มีกล่าวถึงตอนที่พระพุทธองค์เสด็จบรรพชาแล้ว ได้เสด็จไปจากแคว้นมัลละหรือสถานที่นิพพาน ผ่านไปเมืองเวสาลีแคว้นวัชชีและข้ามฟากไปฝั่งแคว้นมคธไปยังกรุงราชคฤห์พบพระเจ้าพิมพิสาร และได้เสด็จมาทางทิศใต้ของกรุงราชคฤห์มาทรงหาทางพ้นทุกข์และทรมานตนในตำบลอุรุเวลาเวลา ซึ่งในตำบลนี้จะมีกล่าวถึงสถานที่ทรมานตนและเขากระพองช้างที่อยู่ในตำบลอุรุเวลา และยังมีนครจัมปากล่าวถึงในสถานที่ตรัสรู้นี้ด้วย

ซึ่งบริบทและองค์ประกอบตามเนื้อเรื่องพระพุทธประวัติตอนนี้ทั้งหมด จะมีบอกเรื่องแคว้นเรื่องเมืองเรื่องระยะทางไว้เกือบหมด

ดังนั้นหลักฐานกลุ่มเนื้อเรื่องเหล่านี้ทั้งหมดอยู่ที่ใดนับแต่พระแท่นดงรังมา จะต้องหาให้พบตามองค์ประกอบดังกล่าวมา โดยเฉพาะหลักฐานเขากระพองช้างสัญลักษณ์สำคัญที่อยู่ใกล้สถานที่ตรัสรู้ ต้องหาให้พบเป็นประดุจเขาพระสุเมรุ อันมีสิ่งต่างๆในบริบทเรื่องราวทั้งหมดนี้ที่จะต้องมีห้อมล้อมให้พบหลักฐานให้ได้อีกด้วย เช่น นครไพศาลี นครปาฏลีบุตร นครราชคฤห์ นครจัมปา และแต่ละนครยังจะต้องตรวจสอบหลักฐานของการเป็นนครที่แท้จริงให้ได้อีกด้วย ไม่ใช่ไปอ้างว่าเป็นนครนั้นนี้ไปโดยขาดพยานหลักฐาน เช่น ถ้าเป็นนครจัมปาก็จะต้องอยู่ใกล้สถานที่ตรัสรู้ที่มีทั้งหลักฐานนครโบราณและมีทั้งหลักฐานผืนป่าต้นจัมปาที่มีมาตั้งแต่สมัยครั้งพุทธกาล จะต้องตรวจสอบหลักฐานการเป็นนครจัมปาที่แท้จริงได้อีกด้วย

ดังนั้นข้อมูลองค์ประกอบหลักฐานเบื้องกลางดังกล่าวนี้ที่จะต้องหาสถานที่ตรัสรู้ให้พบ จึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้ามีสถานที่นิพพานที่พระแท่นดงรังจริง สถานที่ตรัสรู้ที่แท้จริงก็จะต้องมีเชื่อมโยงให้พบได้ ถ้าพบได้ก็จะเป็นการบ่งบอกได้ว่า พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นในไทยเป็นแน่แท้

แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ก็จะต้องนำไปเปรียบเทียบกับที่อินเดียด้วยว่า ของใครจริงก็กว่ากัน ที่สามารถบอกได้ว่าที่อินเดียไม่จริงอย่างไร และของไทยจริงกว่าที่อินเดียอย่างไร ต้องบอกได้ด้วย


 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น